--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่แดงทุกกลุ่มจะร่วมมือร่วมใจกันรบขั้นแตกหัก

ขอเรียกร้องให้แดงทุกกลุ่มที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีนิติรัฐ นิติธรรมที่แท้จริง มาเริ่มต้นกันสร้างประเทศไทยสู่ยุดที่ไม่มีการกดขี่ทางสังคม ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศอย่างแท้จริง อย่าให้ผู้มีอำนาจ มีบารมี มามีอำนาจเหนือประชาชน

วันที่จะมาถึงในเร็วๆ วันนี้ กลุ่มใดมีแนวทางใดก็ทำในแนวทางของตัวเอง ต้องไม่ขัดแย้งกันเอง หรืองอมืองอเท้าอยู่ สงครามครั้งนี้ไม่มีแดงกลุ่ใดทั้งสิ้น มีแต่แดงที่อยากเห็นประเทศไทยมีความสุข มีแต่ความเจริญ โดยไม่แบ่งสี ไม่แบ่งชนชั้น ใครรวยก็อยู่อย่างคนรวยที่พร้อมจะเจือจานแก้ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ใครจนก็อยู่อย่างอดทน ขยันทำมาหากิน ไม่ช้าสิ่งต่างๆ คงจะดีขึ้น

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่แดงกลุ่มทุกกลุ่มต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้น เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีร่วมกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่มีอะไรที่จะสูญเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว ชีวิตคนเรามีช่วงเดียว ไม่ทำตอนนี้จะรอไปถึงชาติไหน ชาติหน้าจะมีหรือไม่มี ไม่มีใครตรัสรู้ได้ แล้วเจอกัน.....ผมพร้อมมานานแล้วพี่น้อง.....

ที่มา.konthaiuk
**********************************************************

เพื่อไทยโวยบัญชีดำ212คนใกล้ชิด"แม้ว" ละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงเมื่อวันที่ 28 ก.พ.กรณีที่ปรากฏข่าวว่ารัฐบาลได้ขึ้นบัญชีดำบุคคล 212 คน ซึ่งมีทั้งคนในตระกูลชินวัตร ดามาพงศ์และคนใกล้ชิด รวมถึงพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารและแกนนำพรรคเพื่อไทย รวมถึงคนเสื้อแดงและพระสงฆ์อีก 6 รูป โดยข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าหลังขึ้นบัญชีดำแล้วมีกลุ่มชายฉกรรจ์คอยติดตามผู้ถูกขึ้นบัญชีด้วยนั้น ต้องถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เป็นการกระทำที่สมควรประณามอย่างยิ่ง ดังนั้นตนจะไปยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ ให้ตรวจสอบและจะสอบถามถึงเหตุผลในการขึ้นบัญชีดำดังกล่าวในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในวันที่ 4 มี.ค.เพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ที่มา.มติชนออนไลน์
**************************************************************

เปิดคดีคตส.ชงไล่เช็คบิล"แม้ว"ยาวเป็นหางว่าวจาก 5กรณียึดทรัพย์-แจงบัญชีเท็จอาจติดคุกหัวโตถึง26 ปี

หลังคำตัดสินศาลสั่งให้ยึดทรัพย์"ทักษิณ" ผลคดียังอาจส่งผลต่อการตัดสินคดีอาญาใน 5 กรณีเอื้อประโยชน์ และคดีแจ้งบัญชีเท็จหลังศาลฎีกามีมติเป็นเอกฉันท์ว่าซุกหุ้น ระบุ"แม้ว" นับอัตราโทษมีสิทธิเจอคุก 26 ปี เผย"ซีทีเอ็กซ์"ต่อคิวขึ้นศาล

"ทักษิณ"ส่อโดนคดีอีกเพียบ

รายงานข่าวจาก คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่แก่รัฐ หรือ คตส.เปิดเผย"มติชน" ว่า แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะตัดสินยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไป 46,373 ล้านบาท จาก 76,621 ล้านบาท แต่ผลคดีดังกล่าวยังอาจส่งผลต่อการตัดสินคดีอาญาของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างน้อย 2 คดี เนื่องจากศาลฎีกาฯมีมติด้วยเสียงข้างมากว่าการออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต และการอนุมัติให้ประเทศพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (เอ็กซิมแบงก์) เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือชินคอร์ป ที่อัยการยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาฯมีผลผูกพันกับทุกศาล โดยขณะนี้ทั้ง 2 คดีอยู่ระหว่างจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณหลบหนี

นอกจากนี้ยังอาจทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เล่นงาน กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ เพราะศาลฎีกามีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณอำพรางหรือซุกหุ้นไว้ในชื่อลูก เครือญาติ และบริษัทเอกชน ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 สมัย โดยก่อนหน้านี้นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาระบุว่าหลังศาลฎีกาฯตัดสินคดียึดทรัพย์เสร็จ จะขอเอกสารหลักฐานจากศาล โดยเฉพาะหนังสือรับรองจากธนาคารยูบีเอส เอจี ประเทศสิงคโปร์ ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้มีอำนาจซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ ระหว่างปี 2544-2548 แต่เพียงผู้เดียว

ปปช.จ่อเอาผิดซุกหุ้นภาค2

นายภักดีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. จะนัดประชุมวันที่ 4 มีนาคม เพื่อเตรียมขอคำพิพากษาที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงจำนวน 1,419 ล้านหุ้น แต่อยู่ในชื่อของบุคคลอื่นมาขยายผลประกอบการพิจารณาคดีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จฯในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นข้อมูลใหม่ที่ ป.ป.ช.ยังไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีมาก คาดว่าคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.คงใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จะส่งเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติชี้มูลความผิดได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลของคำพิพากษาที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีการซุกหุ้น โดยให้คนในครอบครัวถือหุ้นแทน จะถือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาของ ป.ป.ช.ด้วยหรือไม่ นายภักดีตอบว่า คงต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ แต่เชื่อว่าทุกคนคงคาดเดาได้

ระบุ"แม้ว"มีสิทธิเจอคุก26ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีเอ็กซิมแบงก์ พ.ต.ท.ทักษิณถูกฟ้องร้องในข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนคดีภาษีสรรพสามิตนอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณจะถูกฟ้องในมาตรา 157 ยังถูกฟ้องเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดย พ.ต.ท.ทักษิณถูกตรวจสอบว่าอาจแจ้งบัญชีเท็จ จำนวน 4-6 ครั้ง กล่าวโดยสรุป พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสติดคุกเพิ่มเติมสูงสุด เป็นเวลา 26 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม คดีทั้งสามยังไม่สามารถเดินหน้าได้ ตราบใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เดินทางมาขึ้นศาล เนื่องจากเป็นคดีที่มีมูลความผิดทางอาญา ซึ่งศาลฎีกาฯไม่สามารถไต่สวนหรือพิจารณาลับหลังจำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาได้ โดยขณะนี้ได้มีการออกหมายจับในคดีเอ็กซิมแบงก์และคดีภาษีสรรพสามิตไว้แล้ว

เผย"ซีทีเอ็กซ์"ต่อคิวขึ้นศาล

นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะทำงานร่วม ป.ป.ช.และอัยการคดีทุจริตโครงการปรับปรุงระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 เปิดเผยว่า ต้นมีนาคมนี้จะมีการนัดประชุมคณะทำงานร่วมเพื่อสรุปสำนวนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนดำเนินการส่งฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป เบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดวันว่าจะส่งฟ้องเมื่อใด ต้องรอหารือในที่ประชุมคณะทำงานร่วมวันดังกล่าวก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสำนวนคดีที่ คตส.ส่งฟ้องให้กับอัยการ มีผู้ถูกฟ้อง 3 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มนักการเมือง อาทิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลุ่มพนักงานบริษัท การท่าอากาศยานแห่งใหม่ (บทม.) กับคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) และกลุ่มนิติบุคคลรวมถึงบุคคลธรรมดา รวม 25 คน

ที่มา.มติชนออนไลน์
***********************************************************

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เมื่อรบกับโจร ต้องใช้วิธีเดียวกับโจร เส้นทางเข้าสู่ Dark Side

หลายคนไม่อาจทนยั่วยวนด้วยความโกรธแค้น หรือความชิงชังเช่นนี้ได้ เมื่อคิดว่าต้องจัดการกับ

คนเลวที่มีอำนาจ จะใช้วิธีการเลวๆ อย่างไรก็ได้ เพื่อกำจัดคนเลว

ผมเคยพูดหลายครั้งในกลุ่มย่อยหลายกลุ่มว่า

Means Justify Ends วิธีการจะนำไปสู่ข้อสรุป

วิธีการเลวๆ ไม่อาจนำไปสู่สิ่งที่ดีได้ เมื่อคิดว่าคนที่ตัวเองคิดว่าเลว ควรจะใช้วิธีการเลวๆ เพื่อกำจัดคนเลวได้ สุดท้ายเราเองก็จะกลายเป็นคนเลว

ปัญหาเรื่องความดี ความเลว ไม่ได้เป็นอะไรที่เป็น Absolute มันเป็นสิ่งสัมพัทธ์ คนที่เราคิดว่าเลว ชั่วร้าย อาจเป็นคนดี เป็นวีรบุรุษ เป็น "ศูนย์รวมทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้อื่นหรือคนจำนวนมากก็ได้"เขาเลว เพราะเราคิดว่าเลว เราก็เลยใช้วิธีการชั่วช้าอย่างไรก็ได้ เพื่อหาทางทำลาย กำจัดเขา

เขาเลวหรือไม่ นั่นยังเป็นปัญหา

แต่เรานั้นเลวแน่ เพราะเราใช้วิธีการเลวๆ อย่างน้อยเราเองก็ยอมรับว่ามันเป็นวิธีการที่เลว ชั่วร้าย ดังนั้นเราจึงกลายเป็นเลว ไปในที่สุด แม้ว่าเราคิดว่าเราตั้งใจดีก็ตาม

คนบางคนคิดว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนเลว โกงชาติ เป็นทุนสามานย์ เมื่อปลุกปั่นกันจนถึงที่สุด ก็เลยคิดว่า เมื่อมันเป็นคนเลว ขอใช้วิธีการเลวๆ ทำลายมันไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ

บางคนทำดีมาชั่วชีวิต หลงผิดชั่ววูบ คิดว่า "ขอทำเลยสักครั้งเพื่อทำลายทักษิณ" แล้วก็จะทำดีต่อไป วันนี้ ขอใช้วิธีการชั่วร้ายสักครั้ง

ก็เลยเกิดรัฐประหารเพื่อกำจัดทักษิณขึ้น คิดว่าหลังรัฐประหารกำจัดทักษิณได้แล้ว บ้านเมืองก็จะราบคาบ สงบ เหมือนที่เคยเป็นมา

แต่เมื่อรัฐประหารแล้วทักษิณ ยังไม่ตาย ยังเป็นที่นิยมของคนจำนวนมากอยู่ ก็เลยต้อง "ทำเลว" อีกสักครั้ง เพื่อกำจัดให้สิ้นซาก ทำลายล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ก็เลยทำเลว ยึดทรัพย์ ยุบพรรคมันอีก

ก็กำจัดไม่ได้อีก จนถึงวันนี้ พวกเขา "ทำเลวร้ายชั่วช้า" บิดเบือน "ศีลธรรมของบ้านเมืองจนเหลวแหลกไปหมดแล้ว" ก็ยังไม่อาจกำจัดทักษิณได้

ก็เดินเข้าสู่เส้นทางที่เรียกว่า Darkside ด้านมืดของพลังเข้าไปเรือยๆ

สุดท้ายก็ถูกด้านมืดของพลังเข้าครอบงำ กลายเป็นกลุ่มคนที่ชั่วร้ายไป ลองได้เดินเข้าสู่ด้านมืดแล้ว ยากที่จะกลับออกมาได้ โทสะ โมหะ ความโกรธแค้น อคติจะเข้าครอบงำจิตใจไปเรื่อยๆ สุดท้าย จากที่เราคิดว่าเราเป็นคนดี มีเมตตา ดุจเทวดา ก็กลายเป็นมารร้าย เป็นปีศาจไป ยากที่จะกลับออกมาสู่ด้านสว่างได้อีก

ส่วนท่านนายกฯ ทักษิณก็ยังเป็นขวัญใจ คนที่คนจำนวนมากเคารพบูชาอยู่ กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจและจิตวิญญาณของหมู่คนรากหญ้า หมู่คนที่รักประชาธิปไตยมากขึ้น หมู่คนที่ไม่อาจทนดูความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นซึ่งหน้า และมันกัดกร่อน จิตสำนึกฝายดีแห่งความเป็นมนุษย์ ที่อย่างน้อยประชาชนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์โดยตรง ก็คงหลงมัวเมาไปได้ชั่วขณะเท่านั้น แต่เห็นความอยุติธรรมที่ไม่อาจบรรยาย หรือตอบมโนธรรมของเขาได้ ตอบคนรอบข้างไม่ได้ ไม่อาจยืนหยัดว่าเป็นฝ่ายคุณธรรมได้ พวกเขาก็ต้องเปลี่ยนใจ

กลุ่มคนที่คิดว่าพวกเขายิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องสนใจ ธรรมะใดๆ ในโลกนี้ อำนาจคือธรรม นั้น ในที่สุดพวกเขาก็จะไปไม่รอด เพราะในวันนี้ พวกเขาเป็นสิ่งที่เลวร้ายในแผ่นดินไปเสียแล้ว ประชาชนที่เคยรัก เคยสนับสนุนคนกลุ่มนี้มาก่อนจะคิดอย่างไร จะยืดอกสนับสนุนอยู่ได้หรือ นอกจากคนตาบอดและแกล้งโง่ ใบ้ เป็นบ้าเท่านั้น แต่คงแกล้งได้ไม่นาน

เมื่อเดินเข้าสู่ Dark Side แล้ว อย่าหวังว่าจะได้ออกมาอย่างสว่างอีกเลย

และผมขอเตือนสติคนเสื้อแดงจำนวนมากที่เลือกร้อนนะครับ

อย่าคิดว่าเรากำลังสู้กับโจร หากไม่ใช่วิธีการแบบโจรแล้วเราจะเอาชนะโจรได้อย่างไร

อย่าเดินเข้าสู่ ด้านมืดโดยเด็ดขาด ตัวอย่างฝ่ายอำมาตย์ก็มีให้เห็นตำตาแล้ว

การทำเลวๆ ไม่มีทางที่จะนำไปสู่สิ่งดีๆ ได้ ไม่มีใคร “คาดการณ์” ผลลัพท์ของการกระทำเลวๆ ได้ เพราะมันมีเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้มากมาย

สุดท้ายด้านมืดจะเข้าครอบงำ

อำมาตย์ในวันนี้พวกเขา ดำมืดแล้ว พวกเขาคงต้องหาวิธีที่ “เลวร้าย ชั่วช้ากว่าเดิมมาอีก” เพราะพวกเขาคิดว่า “กำจัดทักษิณไม่ได้” ขอทำเลวๆ ใหญ่ๆ อีกสักครั้งก็คงกำจัดได้

ปลายทางของคนเลว ไม่เคยบรรลุสิ่งดีๆ ได้

พระพุทธองค์ สอนว่า “คนไม่เกรงกลัวต่อบาป เพราะบาปนั่นยังมาไม่ถึง ก็เลยคิดว่า บาปนั้นไม่มีจริง กรรมนั้นไม่มี จึงไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป แต่เมื่อบาปหรือกรรมส่งผล ก็จะดิ้นทุรนทุรายเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก


***************
ธรณี..นี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคือสนอง "
**
ทักษิณ ชินวัตร
26 ก.พ. 2552

ที่มา thaifreenews
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย
********************************************

ยึดทรัพย์-รับของโจร

ยึดเอ๋ย ยึดทรัพย์
คำตัดสินสับปลับจากพวกปล้น
แม้นจะส่งคืนทรัพย์ก็อับจน
ผิดตั้งแต่คราวปล้นที่ต้นทาง

เจ็ดหมื่นหกพันล้านย่อมหวานหมู
ก็ประเทศของกูกูจะกร่าง
อวดเศรษฐีแข่งขันจะกั้นทาง
กูจึงวางเครือข่ายทำลายลง

กูไม่ได้อนุญาตให้มึงรวย
แอบรวยเองก็สวยจะสาปส่ง
แผ่นดินนี้มีแต่กูผู้ดำรง
กูจะทรงแม้จะทรุดสวนพุทธธรรม

น่าอนาถอำมาตย์ใหญ่ช่างใจแคบ
คิดว่าคนเขากินแกลบยังอยู่ถ้ำ
อ้างกฎหมายขนาดไหนก็ใจดำ
แผ่อำนาจครอบงำอำพรางไทย

กลัวประชาธิปไตยจะไล่ที่
กลัวจะหนีไม่พ้นต้องปนไพร่
กลัวคนรู้ความจริงประจักษ์ใจ
กลัวมารยาสาไถยจะไม่ทน

อันธพาลหลายชนิดประชิดรบ
พอตั้งครบสี่เสาก็เข้าปล้น
เริ่มจาก “ศาล” ถึง “ทหาร” สู่ “พาลชน”
สุดท้ายปล้นเสียด้วย “สื่อ” ถือหลักการ

อนิจจา...เมืองไทยดั่งไร้ญาติ
เสมือนคนดวงขาดน่าสงสาร
เงินทองใช่น้ำหนักแต่หลักการ
เหมือนประหารคุณธรรมเคยนำไทย

แต่เคราะห์ดีที่อำมาตย์วาดภาพชัด
ผ่านเหล่าสื่อมวลสัตว์เลิกสงสัย
ทั้งยึดทรัพย์-รัฐประหารผลงานใคร
อำนาจใหญ่จริงเท่านั้นบัญชาการ

พวกนายทุนน้อยใหญ่รับใช้เขา
ไม่นานจักซึมเศร้าเขาล้างผลาญ
ต่างค่าต๋งในแผ่นดินต้องกินนาน
ใครสำราญเริงใจให้ระวัง

รัฐประหารยังไม่จบต้องตบทรัพย์
จนชาติเข้ามุมอับกลับหลังหัน
ป่าวประกาศอำนาจกูกูยืนยัน
อย่านึกฝันว่าจะได้ไทยเสรี

มัวเสียดายเงินทองที่กองอยู่
จนหยุดสู้เพื่อไทยนั้นใช่ที่
จงยึดเอาเหตุการณ์ในวันนี้
เป็นไฟชี้ฉายส่องมองเส้นทาง

สู้กับโจรต้องเข้าใจใจโจรคิด
ถึงเนื้อในเราบัณฑิตต้องคิดต่าง
ถึงเลือกตั้งชนะใสไม่มีทาง
เพราะเขาวางกติกาไว้ฆ่าเรา

ต้องจัดตั้งมวลชนยกพลรบ
ทุกสาขามีครบไว้รบเขา
ถึงเราไม่รุนแรงถ้าแกล้งเรา
ก็เชิญธงขึ้นเสาเข้าโรมรัน

เมื่อยึดทรัพย์เขาก็รับกับชาวโลก
เอาธงโบกว่านี่ฝีมือท่าน
ความประเสริฐเลิศหล้าคงจาบัลย์
หลักฐานชี้มั่นไทยใต้โจรเอย.



คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 39
โดย. จักรภพ เพ็ญแข
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

ประเทศหลัง 26 ก.พ. (นรกรออยู่)

"ยืนยันว่าหลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ประเทศยังเป็นเหมือนเดิม"

นายกฯ อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนวันพิพากษาคดียึดทรัพย์ทักษิณไม่ถึง 48 ชั่วโมง

เป็นคำยืนยันที่พูดอีกก็ถูกอีก พูดร้อยครั้งก็ถูกร้อยครั้ง

ทว่าน้ำหนักมันออกไปทางพรรณนาโวหาร

เหมือนสิ่งมีชีวิตต้องหายใจ หิวต้องกินข้าว อะไรประมาณนั้น

เพราะไม่ว่าศาลฎีกาฯ จะตัดสินออกมาอย่างไร ไทยก็ยังเป็นประเทศอยู่ยั้งยืนยงต่อไปแน่นอน

แต่ประเทศยังเหมือนเดิมหรือไม่ ไม่แน่ใจ?

ขนาดยังไม่ถึง 26 ก.พ. ประเทศยังเปลี่ยนแปลงไปตั้งเยอะ

รวมเลือดเนื้อชาติไทยกันมาร้อยสองร้อยปี อยู่ดีไม่ว่าดีดันแบ่งสีห้ำหั่นให้ประเทศวิกฤต

แล้วหลัง 26 ก.พ. จะเหมือนเดิมได้หรือ?

คดียึดทรัพย์จบ ทักษิณยอมจบด้วยหรือ??

ในเมื่อทักษิณมี "สีแดง" เป็นพลัง

ร้อนแรงเข้มข้นถึงขั้นรัฐบาลขึ้นบัญชีดำไว้ถึง 38 จังหวัด

เถือกครึ่งค่อนประเทศ!

มีพลังมวลชนเหนียวแน่นมากมายขนาดนี้ ย่อมหวังผลได้ทุกเรื่องทั้งการเมือง หรือส่วนตัว

ทวงคืนสมบัติเป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญก็จริง การกลับประเทศไทยแบบไร้มลทินสำคัญกว่า

ขอให้ได้กลับมาเท่านั้น เรื่องสมบัติเป็นแค่น้ำจิ้ม

แกนนำนปช.นัดรวมพลคนเสื้อแดง 12 มี.ค. ดีเดย์เคลื่อนทัพเข้าถึงกรุงเทพฯ 14 มี.ค.

ระดมล้านแดงขับไล่รัฐบาลอำมาตย์

ดูรูปการณ์ม็อบแดงงวดนี้ น่ากลัวกว่าวันตัดสินยึดทรัพย์

เพราะแพ้อีกไม่ได้แล้ว!

ดังนั้นยังไงๆ หลัง 26 ก.พ. ประเทศยังวิกฤตยุ่งเหยิง

เพียงแต่เปลี่ยนเรื่องจากทวงคืนสมบัติมาเป็นทวงคืนอำนาจที่มีอยู่เดิม

เมื่อทักษิณยังไม่จบ ฝ่ายอำนาจปัจจุบันก็จบไม่ได้

รัฐบาล และบรรดาสารพัดสี ผู้สนับสนุนทั้งหลาย ยังจำเป็นต้องดูแลรักษาอำนาจอย่างขันแข็งกันต่อ

เพราะพลาดไม่ได้เช่นกัน!!

ทักษิณแพ้ไม่ได้ ฝ่ายอำนาจปัจจุบันก็พลาดไม่ได้

มองโลกในแง่ดีอย่างไรก็ยังเห็นนรกอยู่ร่ำไร

และไม่ต้องรอลุ้นรอนาน

หลัง 26 ก.พ.ไปครึ่งเดือน!?


ที่มา.ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

** เมืองกาลี...กาลีเต็มเมือง!!! **

เมื่อเช้าวันที่ 23 ก.พ.2553 ก่อนเข้าข่าว 7 โมงเช้า ฟังรายการวิทยุ Fm. 96.5 ของ อ.ส.ม.ท.
เขาเปิดเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” เพลงที่ประพันธ์โดยจิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2503-2505 ขณะถูกขังอยู่ในคุก
เมื่อได้รับการปลดปล่อยแล้ว เขาก็เข้าร่วมกับกองกำลัง ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเสียชีวิตในการสู้รบกับฝ่ายปราบปราม

การที่สถานีของรัฐ เปิดเพลงที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายที่เคยเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลนั้น จะเป็นการส่งสัญญาณ ที่มีนัยยะแอบแฝงหรือไม่ว่า...

แท้ที่จริงแล้ว ความคิดของคนใน อ.ส.ม.ท. นั้น ยังมีความเชื่อ และมี “แสงดาวแห่งศรัทธา” ที่เป็นของตนเอง แตกต่างไปจาก
สิ่งที่พวกเขาต้องถูกบังคับ ให้แสดงออกต่อสาธารณะ คือจะต้องสนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น หากพนักงานคนใดแสดงท่าทีแข็งขืนหรือ
เห็นต่างจากรัฐบาล ก็จะต้องมีอันเป็นไป!

ดังนั้น เราจึงได้เห็นผู้ดำเนินรายการต่างๆ ของอ.ส.ม.ท. เกือบทั้งหมดดำเนินรายการลักษณะ “รุมกระทืบ” ทักษิณและพรรคพวก
อย่างต่อเนื่อง (แต่เวลาพนักงาน อ.ส.ม.ท. อย่างคุณอรวรรณ กริ่มวิรัตน์กุล ถูกกระทำปู้ยี่ปู้ยำจากพันธมาร ลามไปถึงครอบครัว
จนเธอน้ำตาทะลักทะลาย แต่เพื่อนๆปากดีในองค์กร ต่างหัวหดตดแตก หุบปากเงียบกริบ ไม่กล้าออกมาปกป้อง...ทุเรศ!)

เท่านั้นยังไม่พอ...

เมื่อเห็นว่าพวก อ.ส.ม.ท. มีแต่พวกไร้ฝีมือ จึงต้องลงทุนไปจ้าง ‘ไอ้หนก’ กับ ‘ยัยจอมขวาน’ จากช่องเนซั่ว มาช่วยกันสับ
ในรายการข่าวที่เป็นไพรมไทม์ทางโทรทัศน์ ให้สะใจโก๋ไปอีกระดับหนึ่ง

แต่...ใน อ.ส.ม.ท. นั้น คงมีพวกที่ไม่เห็นด้วย กับจุดยืนขององค์กรที่ตนมีส่วนร่วม ไร้ซึ่งความเป็นอิสระ เพราะต้องหันมารับใช้รัฐบาล
ก้มหน้าเลียตูดนักการเมืองอย่างน่าสมเพช ขาดทั้งศักดิ์ศรีของความเป็นสื่อ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ ที่ก้มทั้งหัวลดทั้งตัว
มาปฏิบัติตามนโยบายกดขี่ข่าวสาร อันไม่ชอบธรรมของรัฐบาลพรรคดักดาน เลยทำให้ อ.ส.ม.ท. จำต้องรับภาระหนัก
เพราะต้องเป็นตัวการ ก้มหน้าก้มตาตอกลิ่มความแตกแยกให้กับผู้คนในสังคมบ้านเราต่อไป

อนาถนัก!

บุคลากรที่อยู่ในองค์กร และยังยึดมั่นในจรรยาตามวิชาชีพบางส่วนทนไม่ได้ เลยเอาเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ซึ่งเป็นเพลงเอก
ของบรรดาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาเปิด เหมือนดังกับเขาอยากจะระบายความในใจ และเป็นการเยาะเย้ยถากถาง
รัฐบาลนายอภิแสบฯ ว่า

“พวกกู ‘ไม่เห็นด้วย’ กันพวกมึงนะโว้ย!!!”

ผมคิดอย่างนี้ ถูกหรือผิดก็ไม่รู้ เพราะเป็นความคิดส่วนตัวเท่านั้น แต่ถ้าใครเดือดร้อน อยากออกมาโต้กันให้สนุกสนาน
คนเขียนก็ไม่ขัด ในการเข้าร่วมวงแบบ ‘หงส์ทองคะนองปาก’ ด้วย ก็เชิญ!

ไม่นานมานี้อีกเหมือนกัน ผมได้ยินคุณบุญระดม จิตรดอน ได้คุยกับเพื่อนร่วมรายการ คุณอนัญญา ตั้งใจตรง ในรายการ ‘ซุบซิบการเมือง’
ทางคลื่น Fm.101 ว่า

แทบจะไม่ได้ฟังนายมาร์ค มุกควาย พูดคุยในรายการวันอาทิตย์ของเขา ซึ่งคุณอนัญญาฯก็เห็นด้วย เพราะนอกจากผู้ดำเนินรายการ
ของสองคุณป้าแล้ว สื่อมวลชนอื่นๆ ก็มีความเห็นคล้ายๆกัน

ผมเคยเล่าว่า ในรายการ 101 ตอนเช้าๆ ที่คุณบุญระดม จิตรดอน ยังได้ร่วมกันจัดกับ รัชชพล เหล่าวนิชย์ สามีของสาวดั้งตั้ง ‘สโรชา’
แห่ง ASTV และ มหาวันชัย สอนศิริ ที่สึกหาลาเพศมาเป็นทนายความ

ทั้งๆที่สามคนนี้ เคยเชียร์นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม และพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด และไล่กระทืบนายกทักษิณ ชินวัตร และ
พลพรรคอย่างเมามันมิได้ขาด

แต่วันนั้นเกิดกินยาผิดหรืออะไรไม่ทราบได้ ดันไปวิพากษ์วิจารณ์คนที่เคยเชียร์อย่าง นายอภิแสบฯ เข้าอย่างจัง ในทำนองว่า
เรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ อย่างการสัมมนาของ ‘นักขายตรง’ คนระดับนายก จะเป็นนกไปเกาะโพเดียม พูดจาทำไมกัน
เพราะตัวนายอภิแสบฯเกิดมาไม่เคยค้าขาย ไม่เคยประสบการณ์ทางการขายตรง มีแต่โดนกล่าวหาว่า “ขายชาติ”

เหตุเพราะฝ่ายที่กล่าวหาเขาบอกว่า นายมาร์ค มุกควาย ได้ปล่อยให้คนเขมร เข้าครอบครองพื้นที่ทับซ้อนบน ‘เปรี๊ยะวิเหียะ’
สุขสำราญบานใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้เพราะนโยบายแบบไม่มีนโยบายของ ‘รัฐบาลโลซก’ ที่นายอภิแสบฯเป็นหัวหน้านั่นเอง

ดังนั้น ไอ้เรื่องที่ควรทำกลับไม่ทำ แล้วเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอย่างออกไปพูดจาอบรมนักขายตรงอย่างนี้ มันไม่ได้เป็นประโยชน์โภคผล
แต่อย่างใด มหาวันชัยถึงกับวิจารณ์แรงๆว่า

“ว่างมากหรือไง (วะ)!?”

แสดงว่า คุณมหาฯแกคงสังเวช ที่เห็นนายอภิแสบฯไปยืนเกาะโพเดียม พูดจาไม่เป็นประโยชน์กับกิจการงานแผ่นดิน ผู้คนไม่ได้สนใจ
ที่นายมาร์คพูดเลย เพราะเขารู้ดีว่าไม่ได้มาจากสติปัญญาตัวเอง เพียงแต่เจ้าหน้าที่เขาตระเตรียมข้อมูลให้ ถึงเวลาก็กะโดดเกาะคอน
โพเดียมแบบนก แล้วเจื้อยแจ้วไป ไม่เข้าหูผู้ฟัง จนชาวบ้านเขาบอกว่า ไอ้นี่มันไม่ใช่นายกแล้ว แต่กลายเป็น
P.M. คือ Podium Man ไปซะนี่!!

ดูๆ แล้วก็น่าแปลก เพราะคุณบุญระดมเองถึงกับพูดว่า หากเป็นรายการของคุณสมัคร สุนทรเวช หรือคุณทักษิณนั้น ทั้งประชาชนและสื่อ
ไม่ยอมพลาดกันเลย พอเช้าวันอาทิตย์มาถึง ชาวบ้านต้องนั่งตัวตรงแหนวหน้าจอทีวี คอยฟังว่านายกทั้งสอง จะพูดจากับพวกเขา
เรื่องอะไรบ้าง?

การที่ชาวบ้านร้านตลาดและสื่อมวลชนเอง ตั้งใจฟังนายกฯสมัครและทักษิณ พูดคุยในรายการวันอาทิตย์นั้น เพราะพวกเขาฟังแล้วรู้เรื่อง
และได้รับประโยชน์จากการฟังจริงๆ

ดังนั้น ฝายจัดรายการให้นายอภิแสบ ได้เห็นถึงความไม่มีเสน่ห์ในการพูดจาปราศรัยของมิสเตอร์มุกควาย ผู้เป็นเจ้านายตน
ก็พยายามพลิกแพลงรูปแบบของการจัดรายการ แต่ถึงกระนั้น ผู้คนในบ้านในเมืองยังไม่ให้ความสนใจอยู่ดี จึงจำเป็นต้องระดมสื่อ
ช่วยกันกระทอกคำพูดของเขา ซ้ำเข้าไปในสื่อต่างๆ อีกทีหนึ่ง โดยสื่อเหล่านั้นก็จะได้รับการลงโฆษณา เป็นการตอบแทน แบบหมูไปไก่มา
แต่ก็ด้วยเงิน ‘งบประมาณ’ ของชาติทั้งนั้น!

เมื่อต้นเดือนกุมภาฯนี้เอง ได้มีการระดมผู้สื่อข่าวถึง 35 คน ไปนั่งสัมภาษณ์นายอภิแสบฯที่ทำเนียบ เพียงเพื่อทำให้ตัวมิสเตอร์โลซก
ดูเด่นในหมู่ผู้สื่อข่าว จน “แจ๋ว ริมจอ” นักข่าว เก่าแก่ของไทยรัฐถึงกับหัวเสีย อดรนทนทนไม่ได้ ถึงกับออกมาเขียนคอลัมน์
(15 กุมภาพันธ์ 2553 ) ด่าเช็ดเม็ดว่า เป็น “ไอเดียพิการ”

แจ๋ว ริมจอ โพล่งออกมาตรงๆอย่างนั้นเพราะว่า การกระทำของรัฐบาลเป็นการบังคับ และแทรกแซงสื่ออย่างชัดเจน ทำให้เกียรติภูมิข
องสื่อมวลชน และศักดิ์ศรีของผู้สื่อข่าว ตกต่ำลงอย่างน่าเศร้า เพราะกลายเป็นเครื่องมือของ...นักการเมือง ‘ไอเดียวิปริต’ ไป!

การที่ทั้งนักข่าวและประชาชนคนไทย ทั้งในและต่างประเทศ ต่างคอยรายการคุยกันวันอาทิตย์ ของทั้งนายกทักษิณฯและนายกฯสมัคร
อย่างไม่ต้องมีการ ‘จัดฉาก’

ไม่ต้องบังคับสื่อให้แห่กันมาช่วยสร้างภาพ ก็เพราะผู้นำทั้งสองคนนั้น ต่างเข้าใจชีวิตคนไทย รู้จักนิสัยใจคอคนพื้นบ้าน และทั้งสอง
ต่างก็เป็นพวกประเภท ‘ตีนติดดิน’ ด้วยกัน

เมื่อก่อนนี้เวลาวันเสาร์อาทิตย์ เราเห็นสมัครและทักษิณก็เข้าตลาด ซื้อเข้าซื้อของคุยกับพ่อค้าแม่ขาย แล้วนำกลับมาเล่าให้ผู้คนฟัง
พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งถูกใจ และได้ใจชาวบ้าน

ส่วนนายอภิแสบฯนั้น พอโผล่หน้าออกมาวันอาทิตย์ ชาวบ้านก็กดรีโมทไปดูช่องอื่น หากบ้านไหนไม่มีรีโมทและขี้เกียจลุก
ก็เอาตีนแหย่ปุ่ม เปลี่ยนช่อง ทันทีทันใดเหมือนกัน

มีคำถามว่า...ทำไมคนไม่สนใจโครงการของรัฐบาลดักดาน?

ตรงนี้ตอบได้ว่า

เหตุที่คนในบ้านนี้เมืองนี้เขาไม่สนใจ ก็เพราะโครงการของประชาธิปัตย์และรัฐบาลนี้ ชาวบ้านเขารู้ดีว่า ลอกทักษิณมาทั้งนั้น
หรือไม่ก็เอามาตรการของคุณสมัครมาทำต่อ เช่นเรื่อง 6 มาตรการ เป็นต้น หรืออย่างเก่งก็แต่งเติมเสริมต่อนิดๆหน่อยๆ
แล้วเอายี่ห้อดักดานของพรรคตัวเอง ปะเข้าไป ก็เท่านั้นเอง แต่ชาวบ้านเขาก็รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วมันก็คือ
โครงการทักษิณ หรือสมัครสร้างเอาไว้ทั้งนั้น!

ไอ้เรื่องขาดสติปัญญา ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แล้วลอกเขามา นั่นยังไม่น่าเกลียดน่าชังเท่าใดนัก แต่หากเป็นเรื่องทุจริตนั้น
ผู้คนเขายอมไม่ได้ และตั้งข้อรังเกียจเอามากๆ

เรื่องทุจริตของประชาธิปัตย์นั้น โฉ่งฉ่างเปิดผางออกมาแทบจะในทันทีทันใด ที่พรรคดักดานวิ่งราวอำนาจ เข้าบริหารบ้านเมืองได้

ผมได้เขียนไว้ในบทความ เป็นหลักเป็นฐาน ถึงความไม่ซื่อสัตย์ของคนในพรรคนี้ ซึ่งท่านผู้อ่านเปิดย้อนดูได้ เฉพาะชื่อคอลัมน์
ก็สำแดงฤทธิ์แดก ของพรรคดักดานได้เป็นอย่างดี เช่น

- “พรรคประชา (แดก) ปลาเน่า” ...เน่าทั้งข้อง-ทั้ง’ป๋อง!!!?
- DNA ในสันดานประชาธิปัตย์ ยังไม่เปลี่ยนแปลง!!!
- ยุคประชาธิปัตย์...ฤา “ห่า”มันลงแดกเมือง!!!?
- “อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”
- ไอ้รัฐบาล...สุดโสโครก!
- ประชาธิปัตย์...“ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย!!!
- รัฐบาล... “จังไรไม่พอเพียง!”
- เศรษฐกิจ “เชิงทุจริต” ของประชาธิปัตย์!!!
- ถูกทั้งหวย ‘ชุมชนพอเพียง’- หวย ‘ไทยเข้มแข็ง’ แล้วนี่!!!
- ความประหยัดของในหลวง-ความสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาลโลซก!

พอประชาธิปัตย์บริหารมาครบ 12 เดือน ผมก็เขียนบทความขึ้นมารวบรวมพฤติโกงชื่อ
ครบ 1 ปี รัฐบาลโลซก...ต้องยก ‘หรีด’ มาให้!!!

เห็นเฉพาะแค่ชื่อคอลัมน์เท่านั้น ยังไม่ต้องลงไปอ่านรายละเอียด ผู้คนก็คงจะทราบได้ทันทีว่า ผมต้องพูดถึงเรื่องการทุจริต ไม่โปร่งใส
ในการบริหารราชการงานแผ่นดินของพรรคดักดานเป็นแน่แท้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า
เป็น ‘กรรม’ ของประเทศไทยเราจริงๆ!

ผมจะรวมรวมคอลัมน์ที่บอกข้างต้น เป็นภาคต่อของ “นินทาประชาธิปัตย์” (ฝ่ายค้านดักดาน) แจกแจงสันดานของพรรคดักดาน
ออกมาอีกเล่ม เพื่อขยายความรู้ของท่านผู้อ่าน

อาจให้ชื่อหนังสือว่า ประชาธิปัตย์- “ดักดาน-แดกดุ!!!”

คอยติดตาม อ่านกันให้สนุกนะครับ!!

นั่นเป็นเรื่องของประชาธิปัตย์ แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ใช่ย่อย เพราะอย่างกระทรวงมหาดไถนั้น เรื่องความเละเทะเฟะฟอน ร่ายร่อนออกมา
สู่สายตาประชาชนอย่างล้นหลาม ทั้งข่าวไถและรีดเงินข้าราชการ จนต้องตั้งชมรมต่อต้านกันขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โกงข้อสอบ
เก็บหัวคิวฯลฯ

ซึ่งคนในกระทรวงทั้งข้าราชการเก่าและปัจจุบัน พูดกันว่า “เกิดมาไม่เคยพบเห็นการคดโกง และบีบคั้น รีดไถข้าราชการ...ถึงเพียงนี้!”

ซึ่งผมจะต้องแยกแยะชำแหละ รายละเอียดพฤติกรรมทรามเหล่านี้นี้ ออกไปอีกเป็นคอลัมน์ต่างหาก แต่อยากบอก กับท่านผู้อ่าน
ในตอนนี้ว่า ไอ้นักการเมืองชุดนี้นั้น ตอนมันจัดโชว์ออฟ ไถนา-ทำนาเพื่อเรียกคะแนนเสียงตอนเลือกตั้งซ่อม แล้วไอ้เฒ่าหัวหน้าพรรค
อุปโลกน์ ลงไปก้มๆเงยๆอยู่ในนา ถึงกับบ่นว่าปวดบั้นเด้าบั้นเอา ผู้คนเขาหัวเราะกันกลิ้ง ถึงกับอุทานออกมาว่า

“ไอ้พวกนี้ ไม่เคยทำนาจริงๆ...มันเคยแต่ทำนาบนหลังคน!”

แถมไอ้หัวหน้าตัวจริง มันแสดงความจงรักภักดีใหญ่โต แต่ตำรวจพวกเสรี เขาบอกว่า...
“จงรักภักดีจริงๆ เวลาหาเสียงมันถึงต้องแจกแบ๊งค์ร้อย แบ๊งค์ยี่สิบ ที่มีในหลวง...ให้ชาวบ้านเอาไปบูชากัน!”...555

เขายังกระทุ้งต่อ ให้ชวนคิดกันอีกว่า
“เชื่อหรือว่า...คนที่เอาแต่ได้อย่างมันน่ะหรือ...จะจงรักภักดี”

...ฟังแล้วก็หัวร่อครื้นเครง สนุกสนานกันไป!!!

ใช่แต่เรื่องการทุจริตของรัฐบาลและนักการเมืองเท่านั้น แต่ฝ่ายทหารก็โดนเข้าเต็มๆ เรื่อง “ไม้ล้างป่าช้า” ซึ่งอื้อฉาวไปทั้งประเทศ
เรื่องการทุจริตของทหารนั้น ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีการทุจริตเกี่ยวกับเรื่องวิทยุและโทรทัศน์
ของทหาร ที่อดีตเจ้ากรมสื่อสารยศ พล.อ.ถึง 3 นาย ถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.ว่า กระทำความผิดฐานคอรัปชั่น ตายไปแล้ว 1 นาย
เหลืออีก 2 หน่อ ที่ต้องเผชิญกรรมกันต่อไป

กรณี GT 200 ไม้ล้างป่าช้าที่อื้อฉาวนั้น ฝ่ายทหารเกิดร้อนตัวอย่างไรไม่ทราบ นายพลอนุพงศ์ ผบ.ทบ.ต้องออกมานั่งแถลง
แบบยกพวกมาเต็มจอ ทำให้ในห้องส่งดูบรรยากาศ คล้ายวันแถลงข่าวปฏิวัติไม่มีผิด

ไม่ได้มาแถลงการณ์อะไรหรอกครับ เพียงแต่ออกมาแก้ตัวว่าไอ้ไม้ล้างป่าช้า “มันใช้การได้” ก็เท่านั้นเอง!

นักข่าวเขาบอกว่า ไม่ใช่อะไรหรอก นายเถิกแกกลัวจะต้องถลอก เพราะต้องโดนสอบสวนในข้อหาทุจริต หลังจากที่เกษียณอายุราชการ
ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้วต่างหาก

ส่วนนายมุกควายได้ท่า..ถีบหัวเถิกส่งทันทีเหมือนกัน!!!

วาสนา นาน่วม “เหยี่ยวข่าว” สายทหาร เจ้าของผลงาน ลับ-ลวง-พลาง ออกรายการชื่อเดียวกับหนังสือ ทาง Fm 96.5
เมื่อเสาร์ที่ 20 ก.พ.นี้เองว่า

การแสดงออกของนายพลหัวถลอกครั้งนี้ ดูช่างไม่สมกับเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร ที่มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องเอาลูกน้องมาเป็นโล่
ปกป้องตัวเอง เพียงเพื่อจะเอาตัวรอดเท่านั้น!

“เหยี่ยวข่าว” อย่างวาสนา ถึงกับโพล่งออกมาโต้งๆว่า
“ดูแล้วไม่ smart หรือไม่สง่างาม...ไม่ได้ ‘ใจ’ ทหารเลย!”

เครื่อง GT 200 นั้นโกงกันบรรลัยวายวอด เขาว่ายุคทักษิณเคยซื้อมาสองเครื่อง เครื่องละ 2 หมื่นบาทเท่านั้น แต่เห็นว่าใช้ไม่ได้
ก็ไม่สั่งซื้อเพิ่มอีก

แต่เครื่องอัปรีย์นี่ กลายเป็นราคาเหยียบล้าน และล้านกว่าซื้อมากที่สุดในยุคอนุพงศ์เป็น ผบ.ทบ. และประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
เพราะนักการเมืองสายประชาธิปัตย์ มีชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทผู้แทนเจ้าของเครื่อง แถมยังมีไอ้นายพลทหารอากาศ ที่ผมขนานนาม
ให้ว่า เป็น “กากตด ร.ส.ช.” เข้ามาพัวพันอีกแน่ะ!

ดูๆบ้านเมืองของเราแล้ว มันโกงกันทุกเม็ดทุกดอก แต่ที่น่ากลัวก็คือ การโกงโดยทหารเป็นผู้กระทำ ด้วยการใช้เครื่องมือไม้ล้างป่าช้า
เพราะนอกจากต้องโดนข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังอาจมีความผิดอาญาติดตูดมาอีกนั้น ถ้าหากพูดกันเปิดอก แบบผู้ชายลูกทุ่ง
คงพูดได้ว่า

“มึงไม่ได้ทุจริตอย่างเดียว แต่เสือกเอาชีวิตของทหารผู้น้อยเป็นเดิมพันด้วย...เลวอะไรอย่างนั้นวะ!”

นี่แหละครับ... ที่ผู้คนเขาพูดกันถึงอย่างนี้แล้ว และเขาพูดใส่หูผมด้วย จึงนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน และขอบอกตรงๆ
กับทหารตัวนายว่า

...สังวรกันไว้บ้างนะ!

เห็นการทุจริต คอรัปชั่น ที่แผ่ขยายไพศาลไปในบ้านเมืองที่เคยดีๆของเรา จนแทบจะกลายเป็น ‘เมืองกาลี’ เพราะไอ้พันธ์กาลี
มันลงมาสิงสถิตกัน...ถึงขั้นล้นเมืองแล้ว!

ผมจึงมีความรู้สึก อยากจะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่ม โดยนำเอาข้อมูลอัปรีย์เหล่านี้ มาผูกเป็นนิยายประเภท... ‘ตลกร้าย’

จะให้ชื่อหนังสือว่า เมืองกาลี...กาลีเต็มเมือง!!! ใครอยากอ่าน...คงต้องติดตามกันไปนะครับ!!!


โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
****************************************************************************

** มิคสัญญี-กลียุค **

สถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้เมื่อยตุ้ม ทิฐิในอำนาจแท้ๆ เลยทำให้ประเทศใกล้ล่มจมเข้าไปทุกที
ความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่ปลายกระบอกปืน หรืออำนาจเร้นลับใดๆทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่
ของประเทศที่จะตัดสินใจต่างหาก

อำนาจถูกบิดเบือนบ้านเมืองก็ไม่สงบ

รัฐบาลปากกล้าขาสั่น ผู้นำรัฐบาล ต้องหอบผ้าหอบผ่อนเข้าไปนอนในค่ายทหาร บุคคลสำคัญของประเทศต่างพากันเผ่นไปหลบอยู่
ต่างประเทศกันหมด เนื่องจากสงครามการเมืองเที่ยวนี้เดิมพันกันสุดตัว

ช่วงสำคัญที่จะเกิดวิกฤติบ้านเมือง อยู่ประมาณต้น มี.ค. ไปจนถึงปลายๆเดือน เม.ย. จะถึงขนาดเลือดนองแผ่นดินหรือบ้านเมืองลุกเป็นไฟ
ยังบอกอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองถ้าเป็นไปตามวิถีของประชาธิปไตยจะเป็นสองช่วงเหตุการณ์ ประชาชนมาชุมนุมกันจำนวนมาก
รัฐบาลรับมือไม่ไหวหรือเกิดความรุนแรงขึ้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล

จนกระทั่งยุบสภา

แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ก็ใช่ว่าจะราบรื่น อุบัติเหตุทางการเมือง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การที่มีคนมาชุมนุมจำนวนมากมายจะควบคุมกันได้หรือไม่
และจะป้องกันมือที่สามเข้ามาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ได้อย่างไร ยามบ้านเมืองอ่อนแอเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย

ระวังจะเข้าทางเผด็จการซ่อนรูป

ตั้งข้อสังเกตรัฐบาล ไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน เหมือนการชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งๆที่การชุมนุมครั้งนี้
จะถือว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้ายก็ว่าได้

นอกจากจะขุดกับดักเอาไว้

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเที่ยวนี้ มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ประเด็นอภิปรายรัฐบาล มีถึง 40-50 ประเด็น
ล้วนแต่เป็นข้อผิดพลาดของรัฐบาลชุดนี้ตลอดการทำงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

จี้จุดอ่อนไปที่ภาวะผู้นำ

กรณีการทุจริตคอรัปชัน แม้ฝ่ายค้านไม่นำเข้าสู่การอภิปรายในสภา ชาวบ้านก็รู้กันอยู่เต็มอกกับพฤติกรรม กู้มาโกง ของรัฐบาลชุดนี้

ประกอบกับความเดือดร้อนชั้นรากหญ้า เกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ประกอบกับเศรษฐกิจจะตกต่ำอีกระลอกอันเป็นผลพวงมาจากวิกฤติการเมือง
ประกอบกับรัฐบาลหมดเวลาฮันนีมูนพอดี ทุกอย่างลงตัว

บ้านเมืองถึงเวลาเปลี่ยนแปลงพลิกขั้ว.

ที่มา.ไทยรัฐ
***************************************************************

3 ปาก ‘อวตาร’ “องครักษ์พิทักษ์เธอ”

นายเทพไท เสนพงศ์ เป็นโฆษกส่วนตัวของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
นั่นย่อมหมายความว่า...สิ่งที่นายเทพไท ให้สัมภาษณ์นักข่าว...ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวของนายเทพไทเอง
แต่เป็นความเห็นของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้มาพูดแทน

ดังนั้น หากสิ่งที่ นายเทพไท พูดไม่เป็นความจริง หรือพูดโกหกนั่นย่อมหมายความว่า...นายอภิสิทธิ์ ก็ต้องรับผิดชอบในการโกหกนั้นด้วย
จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อน...ไม่รู้ไม่เห็นกับสิ่งที่นายเทพไทพูดนั้น เห็นจะไม่ได้

สิ่งที่ นายเทพไท พูดกับนักข่าวตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่า...เกือบจะไม่มีความเป็นจริงเลยสักเรื่อง
มีแต่เรื่องโกหกพกลมไปวันๆ และจงใจใส่ร้ายป้ายสีอีกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงโดยตลอด

นี่ย่อมแสดงว่า...ฟากฝั่งรัฐบาลต้องการให้สังคมปะทะกันอย่างนองเลือดใช่หรือไม่?

ดังที่ปรากฏจากการให้สัมภาษณ์นักข่าวของ นายเทพไท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผนตากสินหนึ่ง แผนตากสินสอง หรือสารพัดแผน
ที่เขาพูดออกมาเมื่อเร็วๆ นี้...ก็พูดโกหกคำโตว่า
“อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรจ้างคนเสื้อแดง ด้วยจำนวนเงินสามล้านบาท เพื่อมาปาอึใส่บ้านของนายกรัฐมนตรี”

ซึ่งในตอนหลังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้จับตัวผู้กระทำการดังกล่าวได้ และได้มีการดำเนินคดีไปตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
ผลปรากฏว่า...คนปาอึดังกล่าวไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงหรือ “ทักษิณ ชินวัตร” แม้แต่น้อย แต่ไม่พอใจที่ตนไปร้องเรียน
หน่วยงานใดๆ ก็ไม่มีใครสนใจที่จะช่วยแก้ปัญหา ในเรื่องที่บ้านตนเองตกอยู่ภายใต้กลุ่มควันบุหรี่ของพวกขี้ยาสูบบุหรี่ทั้งหลายเท่านั้นเอง
แต่สุดท้าย...ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบ!

ด้าน “นายปณิธาน วัฒนายากร”ทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ซึ่งตำแหน่งก็บ่งบอกแล้วว่า...แถลงแทนรัฐบาลหมายความว่า...
สิ่งที่แถลงนั้นรัฐบาลมอบหมายมา...เป็นท่าทีและข้อเท็จจริงที่รัฐบาลรับรอง ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัว

นายปณิธาน แถลงเป็นตุเป็นตะว่ามี “ท่อนํ้าเลี้ยง” หรือเงินไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นจำนวน
หลายร้อยล้านบาท ซึ่งมีการให้รายละเอียดถึงขั้นว่า...มาจากตะวันออกกลาง แล้วบอกเส้นทางไหลของเงินด้วยว่าผ่านมาทางชายแดน
กัมพูชามาทางสนามบินสุวรรณภูมิ และถือติดตัวเข้ามา

อนิจจา นายปณิธาน น่าจะถาม “นายกรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ที่นั่งข้างตัวหน่อยว่า...มีหลักฐานตัวเลขของเงิน
ที่ไหลเข้ามาหรือไม่ ถามกรรมสรรพากร กรมศุลากากร ถามธนาคารแห่งประเทศไทยหน่อยว่า...มีเงินไหลเข้ามาจริงหรือไม่

เข้าใจว่า...นายปณิธานคงไม่ได้แม้แต่คิดจะเอ่ยปากถามต่อมาหน่วยงานทางการเงิน

ทุกหน่วยงานของรัฐไทย ออกมาแถลงข่าวตรงกันว่า...ไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงนี้
สุดท้าย “นายปณิธาน” ก็ยังไม่ออกมารับผิดชอบต่อคำพูด หากโฆษกรัฐบาลเกิดสติวิปลาสชั่วคราว ไปแถลงข่าวประกาศสงคราม
กับกัมพูชาโดยไม่เป็นความจริง

นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดียวกัน...ชื่อก็บอกแล้วว่า เป็น โฆษกของพรรคประชาธิปัตย์
ดังนั้น...สิ่งที่แถลงก็ต้องหมายความว่า...พรรคประชาธิปัตย์แถลง เป็นข้อสรุปเป็นแนวทางนโยบายข้อเท็จจริงความเห็นทางการเมือง
ของพรรคประชาธิปัตย์

นายบุรณัชย์ ได้แถลงว่า กลุ่มมวลชนฝ่ายตรงข้ามใช้แนวทาง “ป่าล้างเมือง” หมายความว่าอะไรครับ?
จะให้กระเดียดไปเหมือนกับสมัยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ใช่หรือไม่ ที่พยายามให้ฟังคล้ายๆ กับ “ป่าล้อมเมือง”
ของ พคท.

อันที่จริง พคท. ใช้คำว่า “ชนบทล้อมเมือง” ไม่ใช่ “ป่าล้อมเมือง” แต่นี่จงใจใช้คำว่า “ป่าล้างเมือง”

ขอบอกให้นายบุรณัชย์ ทราบนะครับว่า...ขณะนี้ป่าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว (อาจจะไม่ถึง12% ของทั่วประเทศ)
ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า “ป่าล้อมเมือง” มันอันตราธานหายไปจากสังคมไทยแล้วครับ อย่าพยายามเล่นคำเพื่อใส่ร้ายป้ายสีว่า “คนอื่น”
เป็นคอมมิวนิสต์อีกต่อไปเลยครับ ไม่สำเร็จครับ

สาธยาย “สรรพคุณ” โฆษกแห่งพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่บรรทัดแรกมาจนถึงบรรทัดนี้...มีเรื่องใดบ้างที่ประชาชนเห็นว่าเป็นความจริง?
เห็นโฆษกทั้งสามทำให้นึกถึงหนังดังเรื่อง “อวตาร” ไม่รู้ว่าพวกท่านไปติดร่าง “อวตาร” โดยมี “ปาก” เป็นอาวุธสำคัญ
เพื่อการ “ทำลายล้าง” มาจากที่ใด

จากเพื่อนฝูงคนสนิทก็ไม่ใช่...จากการศึกษาในช่วงวัยเรียนก็ไม่ใช่...หรือว่ามาเป็นเอาช่วงทำงาน...โดยเฉพาะการตอบรับเป็นโฆษก
ให้กับ “พรรคประชาธิปัตย์” พูด...พูด...พูด...แต่หาสาระและความจริงอะไรไม่ได้

หน้าที่ของพวกท่าน คือ “กระบอกเสียงรัฐบาล” ซึ่งต้องพูดให้ความเป็นจริงกับประชาชน...มิใช่มีปากไว้พูดบู๊ล้างผลาญ...
เพื่อฆ่าล้างทำลายโดยเฉพาะบทบาทและหน้าที่สำคัญ คือ ทำตัวเป็น “องครักษ์พิทักษ์เธอ” ปกป้อง “นายกรัฐมนตรี” ของข้าเพียงผู้เดียว!

ท่านผู้อ่านครับ...พรรคการเมืองนี้ไม่เพียงแต่มีพฤติกรรมกล่าวเท็จในช่วงระยะเวลาใกล้นี้เท่านั้น
แต่ในอดีตมีเรื่องกล่าวเท็จฉกาจฉกรรจ์หลายเรื่องที่พรรคนี้ทำราวกับว่าเรื่องต่างๆ ล่องลอยหายไปกับสายลม

ฉะนั้นเร็วๆ นี้ คงมีคำถามต่อประชาชนไทยทุกคนว่า...เมื่อไรคนไทยจะลงโทษกับผู้มีอำนาจที่ชอบพูดจา “โกหกพกลม”
และเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศชาติเมืองนี้ต้องวุ่นวายว่าแต่ว่า...ธุรกิจส่วนตัวของ “โฆษก” ทั้ง 3 สามเป็นอย่างไรบ้าง...
เห็นว่าทำมาค้าขึ้น...เงินทองไหลมาเทมาก็ธุรกิจ “โรงนํ้าแข็ง” ที่พวกท่านชอบ “ปั้นนํ้าเป็นตัว” นักหนานั่นไง!


ที่มา:บางกอกทูเดย์
****************************************************************************

ตะแลงแกงตระลาการ.


ขโมยมาเขมือบหม่ำ
ขยุ้มกำขย้ำกิน
ขยาดแดงแขยงดิน
โขยกปลิ้นขยิบปลง

กระจายข่าวประจานไข
กระทบไสกระแทกส่ง
กระลาโหมกระเกรียมองค์
กระโชกทรัพย์กระลับโกง

สุภาพชนแต่ฉากหน้า
ก็ควานหาข้อเฉงโฉง
ออกฮึดจะยึดโยง
อย่างยอแยตอแหลลวง

ดูราประดาไทย
ตลกไหม....ตลอดห้วง
ตระหนักทราบตระการปวง
ตะแลงแกงตระลาการ!

ดูราประดาไทย
จะมีไหมทิชาชาญ
เที่ยงตรงโดยสันดาน
มิรอฟังคำสั่งผี

ตาชั่งที่เอนเอียง
ก็เป็นเพียงฝุ่นธุลี
ไร้ค่ากว่าราคี
ที่ติดต่ำอยู่ใต้ตม

เทพีที่ปิดตา
ก็ใช่ว่าจะโง่งม
แสงขรรค์อันแสนคม
จะกำซาบโลหิตใด?

มาตรฐานมีหนึ่งเดียว
จะแน่นเหนียวในจิตใจ
ทุรชนจะปล้นไป
ก็ติดเต้นในวิญญาณ

ผิดฆ่าก็สมควร
ประกาศถ้วนถึงโองการ
มิผิดคิดประหาร
คมดาบนั้นคืนสนอง!

ดูราประดาไทย
อันของใครของไทยครอง
อำนาจอาจจับจอง
เพียงชั่วคราวไม่นานคืน

สังขารที่แตกดับ
ประดาทรัพย์ก็กลายกลืน
สัตย์ซื่อสิยงยืน
สถิตเทียมทวยเทวา๚ะ๛


บทกวีโดย โกฎิดารา
ที่มา เวบ Thai Poet Society

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สงครามกลางเมือง

ในประวัติศาสตร์ของทุกชาติ สงครามกลางเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้..แผ่นดินใดที่เริ่มต้นด้วยการมีฝักมีฝ่าย..
ปลายทางของแผ่นดินก็คือ ความวุ่นวาย และหายนะ

หลายๆ ครั้งในหลายๆ ประเทศ สงครามกลางเมืองทำให้ชาติๆ หนึ่งแตกแยกแบ่งตัวออกเป็นหลายๆ ชาติ..

รัสเซีย..สงครามกลางเมือง..ทำลายลายล้างระบบกษัตริย์ราชวงศ์โรมานอฟ...และสงครามกลางเมืองอีกครั้งก็แยกอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่
และมีแผ่นดินที่กว้างขวางที่สุดในโลก ให้แยกออกเป็นหลายประเทศ..และกลับมาเป็นศัตรูต่อกัน

สงครามกลางเมืองในกัมพูชา..การแย่งชิงอำนาจเหนือการเมืองระหว่างราชสำนักกับกองทัพ..ทำให้แผ่นดินนั้นเลยมี
ตำแหน่งประธานาธิบดี..แทนที่กษัตริย์.. ก่อนหน้านั้นกษัตริย์สละราชบัลลังก์ลงมาเลือกตั้งแข่งกับประชนชน เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี

กว่ากัมพูชาจะสงบ..เกือบ 3 ทศวรรษ..ที่แผ่นดินเป็นกลียุค..มากกว่า 3 ชีวิต กลายเป็นกองกะโหลกสูงเป็นภูเขา จนสหประชาชาติ
ต้องเข้าไปจัดการ..ให้การเลือกตั้งเป็นเส้นทางแห่งอำนาจ..ชาตินั้นจึงยุติความขัดแย้งวุ่นวาย

ว่ากันว่าทั่วทั้งกัมพูชาวันนี้..เสียงปืนลั่นเพียงนัดเดียว..จะได้ยินถึงสมเด็จฯ ฮุน เซน.

พม่าถึงจะมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง...แต่สงครามที่ใหญ่สุดก็ตั้งเค้าอยู่ข้างหน้า..ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นมาเมื่อใด
แต่รู้แน่นอนว่ามันจะต้องเกิดขึ้น

อินโดนีเซีย..ผ่านสงครามกลางเมืองมาแล้วหลายครั้ง..ก่อนที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะเติบโตขึ้นยิ่งใหญ่เหนือกองทัพ หลายแสนชีวิต
ของประชาชนถูกสังเวยให้กับการเผชิญหน้า..อีกหลายพันสังเวยให้กับการกวาดล้างของกองทัพ

มาเลเซีย..ก็เช่นกัน..สงครามกลางระหว่างคน 2เผ่าพันธุ์..ก็ทำให้ส่วนหนึ่งของประเทศแยกไปเป็นสิงคโปร์..อีกหลายพันคนสละชีวิตให้กับความขัดแย้ง...กว่าบาดแผลของชาติจะหายสนิท

เราประเทศไทยและคนไทย..ความแตกแยกในกำแพงกรุงศรีอยุธยา ในเวลาที่กองทัพพม่าปิดล้อมกรุง..นำมาซึ่งความพินาศของ
ราชอาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดของสุวรรณภูมิ..

หลังถ่านเถ้าจากการถูกเผา..ไทยกลายเป็น 7 ก๊ก แยกย้ายกันเป็นใหญ่..กว่าจะกลับมาเป็นหนึ่งใต้คมดาบของ มหาราชตากสิน..
ศพไทยก็เกลื่อนแผ่นดิน

200 ปีผ่านไป..หลายๆ แผ่นดินเป็นประชาธิปไตย..ไฟจากสงครามกลางเมืองสิ้นเชื้อ..

เหลือเชื่อประเทศไทย..พรรคเก่าสุดบนเส้นทางประชาธิปไตย..กำลังเดินนำประเทศไปสู่สงครามกลางเมืองครั้งใหม่..


โดย พญาไม้

***********************************************************************

ศาลฎีกาเสียงเอกฉันท์.. ทักษิณคือเจ้าของชินคอร์ป ขณะนั่งนายกฯทั้ง2สมัย

ศาลฎีกาฯเสียงเอกฉันท์ "คตส.-ป.ป.ช." ไต่สวนยึดทรัพย์ชอบด้วย กม.

ข่าวรายงานว่า องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวน 9 คน
เริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน
ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

หลังจากอ่านคำร้องของอัยการสูงสุดในฐานะผู้ร้องและคำคัดค้านของ พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านทั้ง 22 คนแล้ว
ศาลฎีกาฯได้เริ่มวินิจฉัยประเด็นในข้อกฎหมายตามประเด็นต่างๆ ดังนี้

-คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยเสียงเอกฉันท์

-คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)และอนุกรรมการไต่สวนมีอำนาจในการไต่สวนคดีดังกล่าว
และกระบวนการไต่สวนเป็นไปโดยชอบ ขณะที่การแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)
เป็นไปโดยชอบและมีอำนาจดำเนินการต่อจาก คตส. องค์คณะจึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ร้อง(อัยการสูงสุด) มีอำนาจ
ในการยื่นคำร้องในคดีนี้


ศาลมีมติเอกฉันท์ “ทักษิณ” เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปตัวจริงขณะเป็นนายกฯ

ต่อมาศาลได้วินิจฉัยถึงกรณีการได้มาซึ่งทรัพย์ของผู้ถูกร้องอย่างเช่น การแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม
เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต ( พ.ศ.2527) พ.ศ.2546
โดยเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องไม่เคลือบคลุม และครบถ้วนตามกฎหมายและไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดของทรัพย์สิน
เพราะเป็นเรื่องต้องพิสูจน์ในศาล

ต่อจากนั้นได้วินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นแทน โดยศาลระบุว่า การขายหุ้นให้พี่น้องของผู้ถูกร้องมีพิรุธ ไม่มีใครจ่ายเป็นเงิน
ทั้งที่จริงๆมีเงินจ่ายได้ แต่กลับจ่ายเป็นตั๋วสัญญา ดังนั้นการใช้เงินสด 68 ล้านบาท ไม่มีเอกสารใดๆ มาแสดงข้ออ้างการใช้เงิน
จึงรับฟังไม่ได้

สำหรับประเด็นเรื่องการอำพราง หรือ "ซุกหุ้น" ชินคอร์ปจำนวน 1,419.49 ล้านหุ้นในชื่อลูกๆและเครือญาติ
และมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริงในระหว่าง
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

องค์คณะฯยังมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าการออกเป็นพระราชกำหนด แปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นค่าภาษีสรรพสามิต
เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท

องค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในการแก้ไข สัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้
จากการให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) เอื้อประโยชน์ให้แก่
บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส )

องค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING)
และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่
เทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 แล้ว ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จาการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา
แต่เป็นกลุ่มเทมาเส็ก



**************************************************************************

** คนกับควาย! **

ตามปฏิทินจันทรคติ วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ตรงกับขึ้น 13 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู จุลศักราช 1371 คริสต์ศักราช 2010
มหาศักราช 1932 รัตนโกสินทรศก 228

แต่ทางการเมืองวันนี้อาจถือว่าเป็น “ศุกร์โลกาวินาศ” ก็ได้ โดยเฉพาะ “โดเรแม้ว” ที่ทำได้เพียงนั่งรอฟังผลคำพิพากษาของ
“9 ท่านเปา” ว่าจะออกมาอย่างไร

เพราะตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา “หล่อหลักลอย” ใช้ “หอยม่วง” และสื่อในเครือข่ายทั้งประโคมข่าวและโฆษณาชวนเชื่อจนผู้คน
นึกว่าเป็น “วันโลกแตก”

ทั้งที่รัฐบาลจะต้องดำรงไว้ซึ่งนิติรัฐ นิติธรรมที่เป็นธรรม เสมอภาค และเป็นกลาง ไม่ใช่ “รัฐบาลหุ่นเชิดอีแอบ” ที่เลือกปฏิบัติและ 2 มาตรฐาน

จึงไม่แปลกที่ประชาชนจะถูกกรอกหูอย่างต่อเนื่องทุกวันทุกคืน แถมพวกร่างทรง “เผด็จการสีเขียว” ยังประพฤติผิดผีผิดจรรยาบรรณ
ของกระบวนการยุติธรรมอีก

ทฤษฎี “วัวกินหญ้า” จึงกำลังได้รับการพิสูจนว่าจะทำให้สังคมนี้ยอมรับ “คน” เป็น “วัว” หรือไม่

เพราะถ้าบ้านเมืองนี้มีแต่ “วัว-ควาย” ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะให้ “กินหญ้า” หรือนำไปเชือดทิ้ง บ้านเมืองไม่จำเป็นต้องมีกติกาหรือ
กฎหมาย เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะใช้กับ “วัว-ควาย”

โจรห้าร้อย โจรห้าสลึง หรืออีแอบไม่เต็มบาท จะเอาบ้านเมืองและ “วัว-ควาย” ไปไถนา หรือสืบเชื้อสายวงศ์วานเป็น “สัตว์อวตาร”
อย่างไรก็ไม่ผิด

ถ้า “คน” ไม่ใช่ “วัว-ควาย” วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ก็ไม่ใช่วัน “โลกาวินาศ” แต่เป็นวันที่ “ทุกคน” ที่เกิดมามีความเท่าเทียมกัน
มีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกและสิทธิความเป็นมนุษย์ตามกฎกติกาที่ถูกสร้างขึ้นมา

เมื่อเป็น “คน” จึงไม่มีใครที่จะยอมเป็น “ทาส” หรือเป็น “วัว-ควาย”!

เหมือน “เด็กไม่มีเส้น” ที่ประกาศ “วันล้างป่าช้า” 12 มีนาคม ซึ่งไม่ใช่ “คนตาย” หรือ “หมาเน่าลอยน้ำ” แต่เป็น “อีแอบ” ที่เห็น
“คน” เป็น “วัว-ควาย”

วันที่ 12 มีนาคม 2553 ตรงกับวันศุกร์ แรม 12 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู จุลศักราช 1371 รัตนโกสินทรศก 228 จึงถือเป็นวันบุญ
ที่ผู้คนจะได้ร่วมกัน “ล้างป่าช้า” เพื่อส่ง “อีแอบ” ไปผุดไปเกิด ไม่ต้องวนเวียนอยู่ใน “วัฏสงสาร” ไม่ต้องอยู่ในเดรัจฉานภูมิ
อสุรกายภูมิ เปรตภูมิ หรือนรกภูมิ!

เพราะเมื่อหลุดพ้นจาก “วัฏสังสาร” ก็อาจเหมือน “องคุลิมาล” ที่สามารถเข้าถึง “ธรรมอันประเสริฐ” จนเกิดมรรคส่งให้ “นิพพาน”
และอยู่ใน “โลกุตรธรรม” ที่เหนือโลก

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ แม้จะเป็น “วันโลกาวินาศ” แต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็น “วันมาฆบูชา”

เพราะเกิดเป็น “คน” อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น!

โดย.นายหัวดี
**********************************************************************

เพื่อไทยนัดใส่แดงร่วมเชียร์"แม้ว"โผล่วิดีโอลิงก์เป็นระยะ ครอบครัว"ชินวัตร"ลังเลไปศาลฟังคำตัดสิน

ลูก"แม้ว"ลังเลไปศาล ทนายบอก"อ้อ"สบายดีชี้บ้าน"ชินวัตร"เลิกวิตกแล้ว เพื่อไทยนัดใส่เสื้อแดงให้กำลังใจฟัง"ทักษิณ"วิดีโอลิงก์ระหว่างศาลอ่านคำพิพากษา เล็งเปิดใจอีกหลังรู้ผลแล้ว

"อ้อ-โอ๊ค-เอม"ยังไม่แน่ไปศาล

นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เวลานี้คุณหญิงพจมานยังคงพักอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้คุยกันชัดเจนว่าจะเดินทางไปฟังคำพิพากษาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่เท่าที่ได้พูดคุยกับคุณหญิงพจมาน ท่านก็ยังสบายๆ

นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าทั้งสองจะเดินทางไปศาลไปฟังคำพิพากษาเองหรือไม่ อย่างไรก็ดี ทั้งสองก็ไม่ได้หวั่นวิตกอะไร ซึ่งช่วงแรกๆ คู่ความอาจจะรู้สึกเครียด ต้องอดทนการเตรียมตัวสู้คดี เพราะที่ผ่านมาการฟ้องคดีใช้เวลานับตั้งแต่การอายัดทรัพย์ไว้ ในปี 2550 ก็ใช้เวลาร่วม 2 ปี ในการนำพยานหลักฐานแก้ต่างข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่ ด้วยสติปัญญาและความสามารถที่มีอยู่ แต่เวลานี้น่าจะเลยจุดนั้นมาแล้ว วันนี้ขอเพียงรอฟังคำตัดสินว่าจะออกมาเช่นไรให้รู้ผลแบบรู้ดำรู้แดงไปเลย

"ทักษิณ"เปิดใจหลังคำตัดสิน

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หลังการตัดสินคดี ในเวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณจะเปิดใจผ่านรายการวิทยุ "ทอล์ก อะราวด์ เดอะ เวิลด์" ถึงผลการตัดสินคดี ส่วนแถลงการณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นคาดว่าจะมีการเผยแพร่ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้

นายนพดลยังกล่าวถึงกรณีนายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลังจากที่ศาลอ่านคำตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตาเป็นพิเศษว่าจะมีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นว่า ขอถามว่ารัฐบาลทราบผลตัดสินล่วงหน้าได้อย่างไร ถึงได้เตรียมให้นักวิชาการมาชี้แจงถึงผลการตัดสิน ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลพยายามชี้นำหรือกดดันศาลหรือไม่ การที่รัฐทำตัวไม่เหมาะสมเช่นนี้อาจจะสร้างความสียหายให้กับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันสถานีโทรทัศน์ออนไลน์ "วอยซ์ ทีวี" ซึ่งมีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้บริหาร จะเกาะติดบรรยากาศจากดูไบ พร้อมถ่ายสดทางเว็บไซต์ www.voicetv.co.th ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป โดยมี น.ส.ตวงพร อัศววิไล อดีตผู้ประกาศชื่อดังจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เป็นผู้ดำเนินรายการ

พท.ใส่แดงให้กำลังใจ"แม้ว"
นายคณวัฒน์ วศินสังวรณ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงที่ พท.ว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จะมีการรวมตัวกันของผู้ใหญ่ทางการเมืองของ พท. พรรคพลังประชาชน และพรรคไทยรักไทย ที่ พท. ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เพื่อร่วมกันเกาะติดสถานการณ์การอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา และให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ

"พ.ต.ท.ทักษิณจะวิดีโอลิงก์มาพูดคุยกับแกนนำของพรรคและประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเป็นระยะๆ เพราะคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ทุกคนในประเทศไทยให้ความสนใจ และจะสะท้อนของมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และขอเชิญชวนประชาชนที่ต้องการให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ขอให้มารวมตัวกันที่ พท. และภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาของศาล พท.จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษา จากทีมกฎหมายและแกนนำทางการเมืองของพรรค และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีแถลงการณ์ส่วนตัวต่อคำพิพากษาของศาลด้วย" นายคณวัฒน์กล่าว

แหล่งข่าวจากแกนนำ พท.เปิดเผยว่า พท.ได้แจ้งให้ทุกคนที่จะมาร่วมฟังคำพิพากษาที่ พท.ใส่เสื้อสีแดง เพื่อเป็นกำลังใจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

อ้างรับสัญญาณเป็นบวก

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พท. กล่าวว่า เรื่องคดียึดทรัพย์พูดอะไรได้ไม่มาก แต่บอกได้เพียงว่า รับสัญญาณมาว่าทุกอย่างจะเป็นบวก และคนไทยจะได้เห็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองประเทศไทยใหม่ โดยจะได้พบกับกระบวนการยุติธรรมในสังคม ที่ถูกคณะปฏิวัติ และอดีต คตส.กดขี่ข่มเหงมานาน จากนั้นวันที่ 15-20 มีนาคม ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

"นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ไม่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาของศาล ผมต้องฝันให้ทุกอย่างเป็นบวก เพราะถ้าไม่บวกก็จะเกิดการจลาจลทั่วประเทศครั้งใหญ่ แล้วความมั่นคงในประเทศมันจะไม่เหลือ เมื่อความมั่นคงในประเทศไม่เหลือ รัฐบาลและองค์การต่างๆ ก็คงไม่สามารถอยู่ได้เหมือนกัน" นายประชากล่าว

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และ ส.ส.ของพรรคทุกคนยังกำลังใจดี เพราะคนเราเกิดมาต้องมีความหวัง แม้เหลือนิดหน่อยแค่ 0.001 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังต้องหวังกันอยู่ แต่ถ้าผลการพิพากษาออกมาว่ายึดหมดก็คงจะหนักหน่อย แต่ถ้าออกมาว่าแบบครึ่งเดียวก็เบาหน่อย แต่ถ้ากลับตาลปัตรก็จะถือว่าเป็นคุณกับประเทศ และจะทำให้ทุกคนมีความสุข


ที่มา:มติชนออนไลน์
**************************************************************

"ทักษิณ" ทวิตย้ำเงินทุกบาทหามาด้วยหยาดเหงื่อ-มันสมอง รวย 6 หมื่นล้านก่อนนั่งนายกฯ ขอบคุณทุกกำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวิตผ่าน twitter.com/Thaksinlive ก่อนช่วงเวลาที่จะมีคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ว่า "ขอยืนยันว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินที่ผมและครอบครัวหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานมันสมองไม่เคยโกงดังที่ถูกกล่าวหา เมื่อปี 2537 แสดงบัญชีไว้กว่า 60,000 ล้าน ไม่ว่าพรุ่งนี้ผลจะเป็นอย่างไร น้ำใจของพี่น้องที่ห่วงใยและคอยให้กำลังใจผม/ครอบครัวนั้นมันยิ่งใหญ่ที่ผมและครอบครัวจะจดจำไปนานแสนนานไม่มีวันลืม"

นอกจากนี้ ยังทวิตถึงน.ส.แพรทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง ลูกสาวคนเล็ก เป็นภาษาอังกฤษ ว่า "นอนหลับให้สนิท อย่ากังวลไปเลย เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นลูกรัก" (Sleep tight, don′t worry. We will be together forever regardless what′s happening loog rak)

ขณะที่นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค ลูกชายคนโต ทวิตถึงคดียึดทรัพย์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.พ. ว่า "วันศุกร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า voicetv ถ่ายทอดสดเกาะติดวันพิพากษาจากทุกที่ และที่ดูไบ โดยคุณตวงพร อัศววิไล"

ที่มา:มติชนออนไลน์
**************************************************

** อุ๊แม่เจ้า!!! 7.6 หมื่นล้าน กองสูงกว่าเอเวอเรสต์ !! **

วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,621,603,061.05 บาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคนใกล้ชิด
ถือเป็น “วันหยุดโลก หยุดประเทศไทย” ที่ประชาชนชาวไทยแทบทุกคนรอคอยมาตั้งแต่วันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษา
26 กุมภาพันธ์ คนไทยจะนั่งหายใจเข้าหายใจออกก็ ยึด-ไม่ยึด อยู่กันทั้งวันจนกว่าศาลจะอ่านคำพิพากษาเสร็จ

แม้ว่าประชาชนคนไทยจะได้ยินคำว่า เงินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท กันมาจนชินหู และรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
กับการพูดถึงเงิน ที่มีจำนวนมากถึงหมื่นล้านบาท

แต่ไม่ใช่เรื่องที่ชินตาและชินมือ ที่เงินจำนวนมหาศาลนี้จะมากองอยู่ตรงหน้าให้ได้เห็นให้ได้สัมผัส

ลองมานึกดูเล่นๆ ว่า ถ้าเงินจำนวน 7.6 หมื่นล้านกว่าบาท มากองไว้ตรงหน้าจะมีจำนวนมากขนาดไหน


ถ้าวัดความสูงจากพื้นดินจนถึงยอดบนสุดจะสูงถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกหรือไม่

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ยอดเขาเอเวอเรสต์ ที่ความสูง 8,848 เมตร ขณะที่เงินแบงก์พัน 1 ล้านบาทมีความสูง 5 นิ้ว
เมื่อนำเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท มาตั้งเรียงกันจะสูงถึง 3.8 แสนนิ้ว หรือ 9,500 เมตร

เท่ากับว่าเงินก้อนนี้สูงกว่าภูเขาเอเวอเรสต์ 652 เมตร และสูงกว่าตึกเบิร์จ กาลิฟาห์ ของดูไบ ตึกที่ได้ชื่อว่ามีความสูงที่สุดในโลก
ถึง 11.8 เท่า เพราะ เบิร์จ กาลิฟาห์ มีความสูงเพียง 800 เมตรเท่านั้น

สำหรับประชาชนคนเดินดินอย่างเราๆ จะมีโอกาสได้จับเงินก้อนโตมหาศาลบ้างหรือไม่

และถ้าเรามีเงินจำนวนมากขนาดนี้ จะเอาเงินไปทำอะไรดี ต้องใช้อีกกี่ปีถึงจะใช้หมด

ไม่ว่าใครจะเอาเงินไปใช้ทำอะไรก็ตาม แต่สิ่งแรกที่หลายๆ คนอยากทำคือ “นั่งนับเงิน”
แต่เงินจำนวนมากขนาดนี้ ต้องใช้เวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปีถึงจะนับครบ

พนักงานธนาคารแห่งหนึ่งบอกว่า ปกติธนาคารจะใช้เวลานับเงินประมาณ 4 นาทีต่อเงิน 1 ล้านบาทที่เป็นแบงก์พันทั้งหมด โดยจะนับ 2 ครั้ง

ครั้งแรกจะให้พนักงานนับมือก่อน เพื่อเป็นการตรวจหาแบงก์ปลอมไปในตัวด้วย ซึ่งการนับด้วยมือนันจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 นาที
ซึ่งก็แล้วแต่ควมสามารถเฉพาะบุคคลว่าจะสามารถนับได้เร็วแค่ไหน

จากนั้นก็จะนำไปนับด้วยเครื่องนับเงินซึ่งจะใช้เวลา 1 นาที รวมเบ็ดเสร็จก็ใช้เวลา 4 นาทีต่อการนับเงิน 1 ล้านบาท

ซึ่งนั่นก็แปลว่าถ้านั่งนับเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท จะต้องใช้เวลามากถึง 30,400 นาที หรือ 5,066.66 ชั่วโมง

หรือ 211.11 วัน หรือ 7.03 เดือน หรือกว่าครึ่งปีกันทีเดียว

โดยการนับต้องอยู่ในเงื่อนไขใช้คนเพียงคนเดียวนับตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการลุกไปไหนเลย ไม่ต้องกินข้าวกินปลา หรือไม่ต้องเข้าห้องน้ำ

หรือถ้ารู้สึกว่าจำนวนเงินมากเกินไป ขี้เกียจมานั่งนับเงิน แต่อยากรู้ว่าเงินจำนวน7.6 หมื่นล้านบาทนี้มีน้ำหนักเท่าไหร่
ก็ลองเอาเงินมาชั่งน้ำหนักกันดู

เงิน 1 ล้านบาทและเป็นแบงก์พันทั้งหมด จะมีน้ำหนักประมาณ 0.4 กิโลกรัม แปลว่าเงินจำนวน 7.6 หมื่นล้าน
จะมีน้ำหนักถึง 30,400 กิโลกรัม หรือ 30.40 ตัน !!!!

ซึ่งหากใช้รถบรรทุกขนาด 4 เพลา 8 ล้อ ยาง 12 เส้น ซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่สุดที่กรมทางหลวงอนุญาตให้ขนส่งได้ในน้ำหนักที่ไม่เกิน
30 ตัน ยังไม่สามารถที่จะใช้รถบรรทุกมาขนได้ในรอบเดียว

แต่หากจะมานั่งวัดความยาวดูว่า หากจะนำเงินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทมาต่อกัน จะได้ความยาวเท่าไหร่

โดยความยาวของแบงก์พันมีขนาด 16.2 เซนติเมตร หากนำมาวางต่อกันจะได้ความยาวถึง 12,312 กิโลเมตร

โอ้วววววว!!! สุโค่ยยยยยยยย มันสามารถนำมาวางบนถนนจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ไปถึง อ.เบตง จ.ยะลา
ซึ่งเป็นจุดเหนือสุดและใต้สุดของประเทศ มีระยะทาง 1,640 กิโลเมตร ได้ถึง 7.5 เที่ยว

นอกจากนี้จากข้อมูลของแบงก์ชาติ ระบุว่า ขนาดของธนบัตรใบละ 1,000 บาท มีขนาด 7.2 *16.2 เซนติเมตร

หากนำเงิน 7.6 หมื่นล้านมาวางต่อกันก็จะได้พื้นที่ถึง 88,646.4 ตารางกิโลเมตร ซึ่งสามารถวางทับจังหวัด ที่มีเนื้อที่มากที่สุด
ของประเทศ คือ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีเนื้อที่มากถึง 20,493.964 ตารางกิโลเมตรได้ถึง 4.3 เท่า !!!!!!!

หากสามารถนำมาปูทับภาคกลางของประเทศไทยซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 90,100 ตารางกิโลเมตร กินพื้นที่ 22 จังหวัด ได้เกือบทั้งภาค

หรือหากนำมาแบ่งให้คนไทยทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ จำนวนประชากรไทย (ธ.ค.2552) 67 ล้านคน
เฉลี่ยจะได้เงินคนละ 1,134.32 บาท

แต่ถ้าจะแจกจ่ายให้แต่ละครัวเรือนนั้น รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน (6 เดือนแรก ปี 2552) ตกครัวเรือนละ 21,135 บาท
ถ้านำมาแจกจ่ายให้แต่ละครัวเรือน ก็จะแจกได้ถึง 3,595,930 ครัวเรือน

แต่หากจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์ให้ประเทศ โดยการนำมาใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 (SP1)
วงเงิน 119,000 ล้านบาทของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เงิน 7.6 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 64% ของโครงการ SP1 ทีเดียว



บุษราคัม ศิลปลาวัลย์
***************************************************************************

เครื่องเคียงคดียึดทรัพย์

วันนี้บางท่านก็บอกว่าเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง บางท่านก็บอกว่าเป็นวันไม่ธรรมดาที่จะต้องมีการ ตัดสินคดีสำคัญทางการเมือง และจะเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองอีกวันหนึ่ง นานาจิตตัง

ความเปลี่ยนแปลงหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์จะตามมาอย่างไร เป็นคลื่นใต้น้ำ ยากที่จะคาดเดา ทุกอย่างอาจกลับเข้าสู่ความสงบ หรือบ้านเมืองลุกเป็นไฟ เป็นไปได้ทั้งนั้น

คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมูลเหตุจากการขายหุ้นจำนวน 1,487.7 ล้านหุ้น มูลค่า 73,269 ล้านบาท ให้กับกองทุนเทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 และนำมาซึ่งข้ออ้างในการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยเช่นกัน

ในทางธุรกิจ ในทางกฎหมายข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจของศาล ซึ่งที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาได้ลงคะแนนเลือกองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้เมื่อ 2 กันยายน 2551 เป็นจำนวน 9 ท่านด้วยกัน

เนื่องด้วยระยะเวลาในการพิจารณาคดีค่อนข้างจะยาวนานต่อมาได้มี องค์คณะลาออก 4 ท่าน ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน และได้มีการตั้งผู้พิพากษาท่านอื่นเข้ามาเป็นองค์คณะจนครบองค์ประชุม

มีข้อโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย เกี่ยวข้องกับองค์คณะผู้พิพากษาซึ่งเป็นเหตุผลที่เกี่ยวเนื่องมาจากคดีทางการเมืองที่ผ่านมา รวมทั้งข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2540 กับปี 2550 ทั้งอายุผู้พิพากษาและอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีในชั้นศาลต่างๆ สุโขทัยธรรมาธิราช อดีต สสร.แสดงความเห็นกรณีดังกล่าวว่า การพิจารณาคดีจะใช้ระบบการดำเนินคดีอาญาตามปกติทั่วไป ตามวิธีพิจารณาความอาญา และศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นศาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อนักการเมืองโดยเฉพาะเท่านั้น

สำหรับที่มาขององค์คณะที่พิจารณาคดีจะถูกเลือกในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หมุนเวียนกันไป ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการวิ่งเต้นช่วยเหลือคู่ความ ดังนั้น องค์คณะผู้พิพากษาก็จะพิจารณาไปตามพยานหลักฐาน ว่าจะไม่ยึดทรัพย์ จะยึดทรัพย์ทั้งหมด หรือคืนบางส่วน

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายก็คือ การขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของบุคคลในครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ซึ่งมี 2 ส่วนคือ หุ้นสัญชาติไทยและหุ้นกระดานต่างประเทศ ให้บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้ง และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ เป็นการขายหุ้นในสัดส่วนเดิมหรือไม่ ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวในบริษัทชินคอร์ปฯหรือไม่ และแม้ไม่มีการแก้กฎหมายจะมีผลอย่างไรกับการขายหุ้น

มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ

ต้องอาศัยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาประกอบในการพิจารณาคดี ดังนั้น คดีสำคัญที่จะมีการอ่านคำพิพากษาคดีในวันนี้ ไม่เฉพาะเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีที่ซับซ้อนเกี่ยวข้องระหว่างธุรกิจกับการเมืองทำนองนี้ต่อไปด้วย

บนพื้นฐานความเป็นธรรมและความชอบธรรม.

ที่มา:ไทยรัฐ
คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
โดย.หมัดเหล็ก
*******************************************************************

"แม้ว"ทิ้งทวนซัดรัฐบาลผู้ชายหรือเปล่าชี้นำยึดทรัพย์ บอก7.6หมื่นล้านได้ก่อนเล่นการเมืองวอนศาลเมตตา


คืนสุดท้ายก่อนศาลตัดสิน "แม้ว"อ้าง7.6หมื่นล้านบริสุทธิ์หวังศาลเมตตา ซัดรบ.ไม่แมนชี้นำศาล-ปิดประตูตีแมว บอกไม่ว่ายึด-ไม่ยึดยังเดินหน้าหาประชาธิปไตย วอน"เสื้อแดง"นั่งฟังอยู่บ้าน

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการทอล์ค อะราวด์ เดอะเวิลด์ ซึ่งออกอากาศผ่านเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ (www.thaksinlive.com) ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "พีเพิล ชาแนล" ว่า "ในวันพรุ่งนี้ ( 26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกานัดพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท) เป็นวันสำคัญในชีวิตของผมและประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ผมยังออกรายการปกติอยู่"

"ในวันพรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์และทางอัยการ โดยการบังคับของคตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) ที่ขอศาลให้เปลี่ยนอายัดเป็นยึด เราได้ร้องค้านไปไม่รู้จะออกไง แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะรู้หรือแทรกแซงศาลก็ไม่รู้เพราะนายสาทิตย์ (วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังศาลมีคำพิพากษารัฐบาลได้เตรียมการประสานช่อง 11 วิทยุชุมนุม กอ.รมน. 4,000 คลื่น เพื่อที่จะถ่ายทอดสดและหลังจากนั้นก็จะเชิญนักการด้านกฎหมาย คตส.มารุมสกรัมผม สรุปแล้วปิดประตูตีแมวหรือไม่" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

"ผมฝากความหวังไว้ที่กระบวนการยุติธรรมว่า ชัดเจนเหลือเกินว่าเงินทองที่ครอบครัวมีมาก่อนเล่นการเมืองหวังว่าศาลจะให้ความเมตตาเรื่องนี้ ผมไม่รู้พรุ่งนี้ผลออกมาไง ผมอาจโดนอะไรไม่รู้ แต่เราต้องเคารพศาลอย่าเพิ่งไปวิจารณ์ แต่รัฐบาลวิจารณ์นำหน้าไปแล้วรู้ว่าจะโดนยึด บอกว่าเหมาะสมที่จะต้องยึด ทั้งที่รัฐบาลรู้ว่าทรัพย์สินเหล่านี้มีมาก่อนเป็นนักการเมือง อยากจะบอกว่าผมเป็นคนโดนกลั่นแกล้งแท้ๆ ยังเก็บอาการอยู่ แต่คนแกล้งเขาเก็บอาการไม่อยู่ ต้องถามว่าเป็นผู้ชายหรือไม่"

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า พี่น้องเสื้อแดงไม่ต้องไปศาลให้นั่งฟังอยู่บ้านอย่างสันติ เพราะตนและครอบครัวไม่ได้ไป รัฐบาลมีเครือข่ายให้ฟังเยอะ ไม่ว่าเกิดอะไร การเรียกร้องต้องมีต่อ เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยด้วยสันติ และใช้กระบวนการด้านรัฐสภา และสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันจะเรียกร้องตามประชาธิปไตย เรื่องนี้จะต้องดำเนินการด้วยสันติวิธี

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรวันพรุ่งนี้ ก็ขอให้รู้ว่ายังเป็นคนเดิมที่จะเรียกร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรมของสังคมไทยต่อไปเพื่อความผาสุกของพี่น้องทั้งประเทศ และแน่นอนว่าด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา: มติชนออนไลน์
***************************************************************

คำประกาศแดงสยาม


แดงสยามกำเนิดขึ้นแล้วในเมืองไทย ตามสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวไทย โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใด คนไทยทุกคนที่เคารพในตนเองและผู้อื่น ด้วยจิตใจอันเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือสมาชิกโดยธรรมชาติของแดงสยาม

นานมาแล้วที่คนไทยถูกปฏิเสธสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อด้วยอำนาจรัฐ แบบเผด็จการ จนลุ่มหลง ในทิศทางอันเป็นมิจฉาทิฐิ ระบบใดๆที่ถูกสร้างขึ้นมาในระบบอันฉ้อฉนย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมทั้งของสังคม และสมาชิกทุกผู้ทุกนาม

เราถูกทำให้เชื่อว่าคนไทยไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงทั้งๆที่ความเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับกฏเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์และปรัชญา พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

เราถูกทำให้เชื่อว่าประชาธิปไตย เป็นเรื่องเลวร้าย พรรคการเมืองไม่ใช่ทางออกสู้ระบอบเผด็จการไม่ได้

เราถูกทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจแบบอุปถัมภ์แบบอำมาตย์เป็นครรลองหลักของวิถีไทย ทั้งๆที่ผู้ชี้นำดำรงสภาพอยู่ในทุนนิยมชนิดล้าหลังและกำปัจจัยที่บันดาลความ มั่นคงทางเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด

เราถูกทำให้เชื่อว่าเมืองไทยเป็น ประชาธิปไตยแล้ว ทั้งๆ ที่กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง ระบบราชการ ระบบการศึกษา สื่อมวลชน เป็นต้น ล้วนสนับสนุนความเป็นเผด็จการแทบทุกมิติ

แดงสยามต้องการให้ปวงชนชาวไทยได้รับสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดบต่อสู้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นในบ้านเมืองและจะต่อสู้โดยไม่ หยุดยั้งถึงจะใช้เวลานาขนาดข้ามรุ่นข้ามสมัย

โดยประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นต้องมีปัจจัยชี้ขาดดังต่อไปนี้

1. อำนาจสูงสุดต้องเป็นของปวงชนชาวไทย

2. บุคคลต้องมีเสรีภาพอันบริบูรณ์

3. สังคมต้องเสมอภาค

4. กฏหมายต้องศักดิ์สิทธ์และเป็นธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

5. ผู้ถืออำนาจรัฐแทนประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง

ขอเชิญปวงชนชาวไทยได้ตื่นขึ้นรับความสว่างอันเกิดขึ้นจากระบอบประชาธิปไตย และเห็นควมมืดมนของฝ่ายเผด็จการที่ครอบงำสังคมไทยมาจนกระทั่งปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นเพื่อตัวเราและปวงชนชาวไทยรุ่นต่อๆ ไป

นี่คือภารกิจ "แดงสยาม"

โดยจักรภพ เพ็ญแข
**************************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

** ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ **

-หนังชีวิต 16 มิล ที่ต้องใช้เสียงพากษ์ ยังด้อยพัฒนากว่า “ภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม” ภายใต้การนำแสดงของ “อภิสิทธิ์เด็กดื้อ”
กำลังจะลาโรง เพราะไม่มีคนดู รายได้ไม่เข้าเป้า เป็นหนี้เขารุงรัง....

- เป็นบุญของประเทศอย่างไร? ที่ได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องถาม “คนพูด”!! แต่ ประทานโทษ!!
ช่วงนี้คงไม่สะดวก เพราะถูก “เสื้อแดง” รุกหนักเหลือเกิน??.....

- อนิจจา วัตตะสังขารา สังขารไม่เที่ยงแท้หนอ!! ขัดใจมานานปีกว่า ไปไหนมาไหนถูก “คนเสื้อแดง” ไล่ส่งทุกจังหวัดทั้งประเทศ
พอโกรธได้ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ประกาศด้วยความแค้น!! เดือนหน้าจะยกเลิกการใช้น้ำประปาฟรี!! ถือเป็นละครบทเศร้า
อีกบทของประเทศที่มีนายกรัฐมนตรีเป็น “เด็ก” แล้วก็ “ดื้อ”!!.....

- คนไทยทั่วไปข้องใจ “คำสั่งใคร?” ที่ห้ามเมียทหารใส่เสื้อแดงไปชุมนุม? ขู่ดื้อๆ ใครฝ่าฝืนถูกจับได้ จะไล่ออกจากแฟลตในค่าย
เรื่องอย่างนี้ ที่จะต้องรีบตอบให้ชัดเจน คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อย่าให้ “ประชาชน” กับ “ทหาร” ถ่างช่องว่างให้กว้างกว่านี้.....

- ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ กระทรวงคลังคาดหวังเอาง่ายๆ จีดีพีไตรมาสแรกปี 53 โตร้อยละ 5 เพราะรัฐบาลไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ
เหมือนปีก่อน แต่แค่เสี้ยววินาทีก็สลดใจ! คนไทยเกิดวิตกกังวล เมื่อรู้ชื่อ รัฐมนตรีมือใหม่หัดขับ ชื่อ กรณ์ จาติกวณิช เพื่อนรัก
อสิทธิ์ เวชชาชีวะ!! ....

- อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์ชาตรี บานชื่น แนะ!! การบริโภคข่าวสารมากเกินไป จะทำให้คนไทยหงุดหงิดมากขึ้น
ปัญหาทางการเมือง ควรรับข้อมูลทั้งสองด้าน ล่าสุด คนไทยเครียดขึ้นเรื่อยๆ เป็นโรคซึมเศร้า กว่า 3 ล้านคน.....

- “กุหลาบพิษ” จะขอบคุณ “คุณหมอชาตรี” ถ้ากล้าๆ กว่านี้!! ช่วยบอกประชาชนตรงๆ ว่า รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”
จะทำให้เครียดมากกว่ารายการอื่นๆ 3 เท่าตัว ใช่หรือไม่ใช่??...

- หายหน้าหายตาไปพร้อม “เสื้อกั๊กตัวโปรด” มีใครพบเห็น ธีรยุทธ บุญมี ช่วยกระซิบบอกด้วยว่า ให้โผล่หน้าออกมาเสนอไอเดีย
มองเหรียญด้านเดียว อย่างที่ชอบทำ ยามนี้ บ้านเมืองกำลังจะวิบัติบรรลัย นอนหลับทับสิทธิ์อยู่ที่ใหน? โผล่หน้าออกมาทำตัว
เป็นศาสดาอีกเหอะ!! คนไทยอภัยให้ทุกอย่าง!!.....

- ส่วนอีกคนอาจารย์จุฬาฯ ที่ “ดังเปรี้ยงชั่วข้ามวัน” เพราะฉีกบัตรเลือกตั้ง รศ.ดร.ไชยยันต์ ไชยพร ไม่โผล่ออกมาพูดอะไรมั่ง!
หรือมาสัมผัสรัฐบาลที่เกิดจากค่ายทหารชุดนี้ แล้วเกิดชอบใจ ระบอบมาร์ค (ซิสต์) จึงไม่ออกมาขวางคลอง??.....

- กองทัพไทยยังยืนยันและเชื่อมั่นGT 200 ดีกว่าหมา ?? ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทหารโคกโพธิ์ ออกตรวจระเบิด เครื่องชี้ระเบิด
ราคา “ล้านกว่า” ทำท่าจะแพ้หมา เพราะหาระเบิดไม่พบ แต่กลับ ระเบิดตูมตามในเวลาต่อมา มีคนบาดเจ็บ 2 คน!!
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะรายงาน ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าอย่างไร??.....

- ถ้าไม่พูดจะน่ารักกว่ามั้ย?? สุเทพ เทือกสุบรรณ ลืมไปหรือไร? วันนี้เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แต่ออกมา
“พล่ามและพล่อย” ประเมิน “ม็อบเสื้อแดง” ต่ำกว่าแสนคนหลังตัดสินคดีทักษิณได้อย่างไร?? มันเหมือนสวมวิญญาณ
“กระดาษติดฝาบ้านอย่างไอ้นาธาน” ที่ไม่ได้ใช้ปากพูด!!....


โดย.กุหลาบพิษ
*********************************************************************

** วันที่ถูกจารึก **

วันนี้แล้ว...วันประวัติศาสตร์วันแห่งการยึดทรัพย์ เจ็ดหมื่นหกพันล้าน ของคนในตระกูล ชินวัตร..

เงินและจำนวนมหาศาลของมันไม่ใช่สาระสำคัญของประวัติศาสตร์..แต่มันจะเป็นเริ่มต้นของอวสานของหลักการและเหตุผล
ของผู้คนบนแผ่นดินนี้ เพียงเพราะต้องการหักล้างเอาชนะกันในทางการเมือง..

ผู้ชนะสามารถกระทำการเช่นใดก็ได้อย่างไรก็ได้ กับผู้พ่ายแพ้..มันก็เหมือนกับการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคหนึ่งของประเทศจีน...
ไม่มีศัตรูคนใดของเจียงจิงและสมุนทั้งสาม..รอดพ้นจากการถูกคุกคามและบุกทำลาย..มาดามเจียงจิงอ้างอิงบางคำพูดของประธานเหมา..
ก่อกรรมทำเข็ญให้กับคนทั้งแผ่นดิน

แต่..ไม่มีความอยุติธรรมใดๆ จะคงทนอยู่ได้...ชีวิตและโลกดำรงตนอยู่ได้ ก็เพราะบนแกนหมุนของมันมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง.
.ในที่สุดความถูกต้องชอบธรรมก็จะต้องกลับคืนมา

ทว่ามันเดินมาเหนือหลุมศพของสมาชิกแห่งแก๊งออฟโฟร์..และเชือกคอคนของมาดามเจียงจิง

กลับมาถึงเรื่องราวของการยึดทรัพย์...เงินทั้งสิ้นนั้นมันมาจากหุ้นที่ถูกขาย..และหุ้นที่ถูกขายในขันเดียวกันนั้น
มันไม่ใช่ของ ทักษิณ ชินวัตร..แต่ลำพังมันเป็นกรรมสิทธิ์..ของผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ชอบธรรมตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ลูกสาว ลูกชาย
คุณหญิงผู้ภริยา หรือ บรรณพจน์ ดามาพงษ์..

เขาเหล่านั้น..ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน..และทรัพย์สินเหล่านั้นมีมาแล้ว
ก่อนหน้าที่ ทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาสู่การเมือง..และทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาจากอำนาจทางการเมืองของทักษิณ..

และมันเคยมีราคาถึงแสนล้านมาแล้วก่อนหน้า..มันจึงไม่ใช่วัวกินหญ้า..ในทัศนคติของโคหรือควายไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร...
มันก็จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของประเทศไทย..

มันเป็นผลพวงที่จะชี้ชัดไปในอนาคตของประเทศว่า..ในยุคอันมืดมนยุคหนึ่ง..ประเทศของพวกเขาปี้ป่นลงอย่างไร..
กับการแย่งชิงอำนาจของผู้ทรงอำนาจที่ขาดทั้งหิริโอตัปปะ

มันจะเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงจากประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งไปสู่อีกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง



โดย พญาไม้
************************************************************************

** วันตัดสิน **

และแล้ว “วันนี้” ก็มาถึง!การพิจาณาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ของ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยเจ้าตัวมิอาจมานั่งฟังคำตัดสิน
“ต่อหน้า” การอ่านคำของผู้พิพากษาวันนี้ถือเป็นวันสำคัญ...และเป็นวันตัดสินซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน “ความยุติธรรม” อันโปร่งใส
และหนักแน่น

แม้ใครจะคิดว่า “ผลตัดสิน” เป็นเรื่องที่ถูกต้อง...ไม่ถูกต้อง...ถูกใจ...หรือไม่ถูกใจ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง ความคิดเห็น และ
ความรู้สึกส่วนตัว

แต่สำหรับ “ผู้นั่งบัลลังค์” อ่านคำพิพากษา...บุคคลเหล่านี้จะมี “ความพิเศษ” เนื่องด้วยอาชีพที่ใช้ประกอบการ “ทำมาหากิน”
พิเศษตรงไหน? พิเศษตรงที่...เขาสามารถทำจิตใจให้เป็น “สมาธิ” ยึดมั่นใน “อักขระ” ตัวอักษร...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บุคคลที่เป็น “ผู้พิพากษา” ไม่มีใครไม่ให้ “ความเคารพ”

เพราะบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คือ สิ่งที่นำมาตัดสินชีวิตผู้คนจำนวนมาก วันนี้จะมีประชาชนออกมาเต็มทั่วท้องถนน...
มิใช่เพราะเป็นคดีที่มีมูลค่าสูง 76,000 ล้าน...แต่พวกเขายังต้อง “ดำเนินชีวิต” อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ กระทั่งวันที่ร่างกายไร้ความรู้สึก

ประชาชนขอเพียง “ความเสมอภาค” ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม...

ทักษิณ ชินวัตร เป็นใคร? แล้วพวกเขาเป็นใคร? หากชะตากรรมของบุคคลมัน “ซ้ำรอย” ประชาชนคนธรรมดาจะทำอย่างไรในอนาคต

หากทุกวันต้อง “สะดุ้งตื่น” กับชีวิตบนประเทศ “ไร้กฎเกณฑ์” และในหัวสมองมีแต่ความกลัว “ผู้มีอำนาจ” ที่ใช้กำลังควบคุมประเทศนี้

ผมเชื่อว่า...ไม่มีอะไรต้อง “กดดัน” กับการจับจ้องมองดูคดีของผู้คนทั่วโลก พวกท่านทำหน้าที่ของความเป็น “ผู้พิพากษา”
ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนอย่างเต็มที่...ทำให้สุดความสามารถ...อย่างเต็มกำลัง

เพราะวันนี้เป็นเพียงวันตัดสิน “คดีความ” ของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่วันนี้มิใช่วันตัดสิน “ชะตาชีวิต”
ของคนไทยที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”

โดย.ภูผาหิน
******************************************************************************

ชินคอร์ปฯ เป็นคำตอบชั้นดี

ชินคอร์ป’ เป็นคำตอบชั้นดี
มาตรฐาน” แห่งความ “เป็นธรรม” ในประเทศนี้ ไม่มี??? “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ขายหุ้นแบบยกล็อต เทขายทอดตลาด
ให้กับ “เทมาเส็ก” ของสิงคโปร์...เพื่อวางระบบ “นักการเมือง” เข้ามา “เล่นการเมือง” ต้องไม่มี “ธุรกรรมอำพราง” ให้แปลกใจ
“คตส.” ของ “นาม ยิ้มแย้ม” ซึ่งเป็นยักษ์มีกระบอง ด้วยอำนาจแต่งตั้ง ของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นักปฏิวัติคนดัง
เพราะ “ทักษิณ” ไม่ได้ขายหุ้นให้กับ “สิงคโปร์” ผ่าน “เทมาเส็ก” เพียงบริษัทเดียว... “ดีแทค” ก็เทกระจาดขายต่างชาติเช่นกัน...
“ซีพี” ก็ขายให้กับ “บริษัททรู” ของฮอลแลนด์ “ธนาคารกรุงเทพ” และ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ฯลฯ ก็ขายหุ้นแก่ต่างชาติ
จนเหลือหุ้นกระจิบกระจ้อย เหมือนกัน!!! ถ้าสอบ..ต้องสอบให้เรียบ....เท่าที่เห็นเขาไล่เหยียบ?...ตามจ้องเสียบ “ทักษิณ” เท่านั้น??


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


ตีปลาหน้าไซ!!!
ที่ตัดสิน “ยึดทรัพย์ ๗.๖ หมื่นล้าน”...แล้ว “มาร์ค ปากปลาหมอ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าไม่มีอะไร??? ล้วนเป็นการ “ลดโทน”
ความรุนแรง ทางความคิดของ “มาร์ค” เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างไรก็ดี, ตัดสิน “ยึด” หรือ “ยกฟ้อง”กระทั่ง “ยึดบางส่วน”
สถานการณ์ก็ไม่จบเพราะที่เขามา “ทวงคืนอำนาจประเทศไทย” จากเหล่า “ อำมาตยาธิปไตย” ที่หนุน “ทายาทอสูร”..
จึงไม่เกี่ยวข้อง กับ “คดียึดทรัพย์”!!!! ถ้า “มาร์ค” ยังเป็น “นายกฯ”......ปัญหาก็แก้ไม่ตก?...เมืองไทยก็ตกนรก อยู่เหมือนเดิม
แหละครับ??


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


เหยียบบ่า ‘จนหลังแอ่น’!!!

อยู่กับ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เคยสร้างเรื่อง ให้เกิดความเจ็บใจ เป็น “แค้นตาแม้น”??? นับจาก “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ”
แหกด่านปราสาทหินพิมาย มารับใช้ “รัฐบาลประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีแต่เก๊กซิมเจ็บอก
เพราะการจ้องเชือด เรื่องซื้อคอมพิวเตอร์ ๓,๐๐๐ บาท ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” เสียหายยกก๊กและหากมีการส่งเรื่องไปให้ “ปปช.”
แล้วฟันธงลงมาว่าผิดฉกรรจ์....คนของพรรคภูมิใจไทย ไล่เรียงมา ..ไม่ว่า “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หรือ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”
น้องเลิฟ ของ “ครูใหญ่เนวิน” ต้องเหงื่อไหลไคลหยด!!!“ประชาธิปัตย์” เขาเล่นไม้แรง....ขืนใครดื้อแพ่ง?...เขาเอาเข้าตะแลงแกง
ทั้งหมด?


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


เหมือน ‘พยัคฆ์ที่ติดปีก’!!!

รวมตัว รวมพลัง กันเหมือนทุกครั้ง ใครก็สู้ไม่ได้อีก??แต่ว่าวันนี้ “๓ ทหารเสือ” แห่ง “ค่ายบูรพาพยัคฆ์” สายสัมพันธ์หย่อน..
อ่อนตัวลงมาไม่ค่อยจะปึ๋งปั๋ง“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
ยัง ปึ้กปั้ก! แน่นเปรี๊ยะ! รักกันเปรี้ยงปร้าง!ส่วน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. นั่นเป็นคลื่นลูกใหญ่ ที่ทาง
“นายกฯ มาร์ค” เอาใจกันสุดสุด!!!ใครจะเชื่อว่า “บูรพาพยัคฆ์”....ต้องมาแทงกั๊ก...เกิดอาการรักคุด?


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


ดีแต่จะพูด ‘ปากเปียกปากแฉะ’!!!


แต่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไร้วุฒิภาวะ หยั่งกะ ที่เขาพูด เอาไว้เลยแหละ??ตีแต่ “หน้าไพ่” ลักไก่ กันไป วันๆ
เรียกร้องให้ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” กลับมาติดคุก กันอยู่นั่นทีกับ “ผู้ก่อการร้าย” ยึดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ
“นายกฯ มาร์ค” หุบปากเงียบเป็นสาก!!!! “ไอ้โจรห่า-ห้าร้อย” ทำชาติยับ.....ไม่เห็นลุยหน้าสั่งจับ?...ไม่คิดขยับทำอะไรมั่ง
เลยหรือ “มาร์ค” ?


โดย.การบูร
***************************************************************************

ยึดทรัพย์ ไม่หมู

นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด พร้อมที่สุดในทุกด้านของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศในนามคนเสื้อแดงที่จะกำชัยเหนืออำมาตย์ที่ชราภาพและแพ้สงครามที่ลาวและร่มเกล้าของนางเฒ่า ทุกหมู่บ้านในภาคเหนือภาคอีสานเกือบร้อยเปอร์เซ็นเป็นคนเสื้อแดง ชาวปักษ์ใต้และคนภาคกลางรวมทั้งตะวันออกเป็นจากเหลืองเป็นแดงเพิ่มขึ้นทุกวัน ชัดเจนขนาดนี้ย่อมเป็นสัญญานบ่งบอกถึงชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด พร้อมกับนำพาให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประกาศก้องให้ชาวโลกได้เห็นตัวอย่างการต่อสู้อย่างทรหดสันติและอดทนรอคอยด้วยความชาญฉลาดของคนเสื้อแดง ใครๆก็รู้ว่าจุดอ่อนของทหารนั้นคือต้องอยู่ในที่แจ้งและสวมเครื่องแบบ จึงไม่สามารถรับมือได้กับการต่อสู้แบบกองโจร หากคนเสื้อแดงบางส่วนเปลี่ยนสีเป็นชาวบ้านทั่วไปในวันลุกฮือและก่อจราจล ถามว่าทหารจะยิงใคร การปฏิวัติของปชช.จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าราชการทหารเลวเพียงไม่กี่คนจะปราชัยและต้องข้อหาเป็นกบฏหากยังไม่ลามือและเลิกสั่งการการกระทำที่ผิดกฎหมายทำร้ายปชช. รวมทั้งต้องรับศึกหลายด้านไม่ว่าจะเป็นพวกเดียวกันเอง นิสิตนักศึกษา คนชนชั้นกลาง และมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่อัดแน่นด้วยอุดมการณ์ปชต. จนข้าราชทหารเลวอย่างประยุทธ์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยได้ และต้องถูกชำระโทษในที่สุด ดังเห็นได้จากถนอมประภาส รวมทั้งกรณีแม่ค้าราชวัตรรุมตีทหาร และไม่สามารถใส่เครื่องแบบขึ้นรถเมล์ลได้มาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต

ทักษิณนั้นใช้ความดีและความจริงในการต่อสู้ ทำให้ดูเหมือนจะแพ้แต่ไม่แพ้ ทักษิณเป็นปรากฎการณ์ของเมืองไทยในแง่ของความรักชาติรักประชาชนอย่างเต็มเปี่ยมจริงใจ กินนอนกับชาวบ้าน กางเต้นท์นอนเร่งงานสนามบินสุวรรณภูมิจนแล้วเสร็จ ทำธุรกิจประสบความสำเร็จร่ำรวยจึงเข้ามาเล่นการเมือง ยอมเสียสละความสุขสบายด้วยอุดมการณ์อยากเห็นคนไทยหายจนตามหนังสือตามองดาวเท้าติดดิน เป็นคนไทยระดับโลก เป็นนายกที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยที่เคยมีมา ทั่วโลกยอมรับและให้ความช่วยเหลือแม้ยามตกยาก จนกษิตผู้ก่อการร้ายสากลได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ทักษิณได้ทำให้ชาวบ้านได้รับเงินโดยตรงไม่ถูกหักหัวคิวไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบในกองทุนหมู่บ้านที่ทำให้ได้ฝึกการบริหารงานกันเอง เช่นกลุ่มสัจจะจ.ตราด ชาวบ้านสามารถพบแพทย์และรับการรักษาผ่าตัดได้ด้วยเงินเพียง30บาท ชาวบ้านสามารถฝึกฝนการเป็นนักธุรกิจได้ด้วยโอท็อป ในขณะที่นางเฒ่า ลิ้มโกเต็ก และข้าราชทหารบางคนที่ไม่เคยออกรบ ไม่เคยทำอะไรให้คนไทยนอกจากทำนาบนหลังคน จึงไม่น่าแปลกและไม่มีอะไรซับซ้อนเมื่อความจริงถูกตีแผ่ในโลกยุคไซเบอร์ที่มิอาจปิดกั้น มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงจึงขยายตัวลุกลามมากขึ้นทุกวันที่ผ่านไป ยิ่งนานวันคงไม่ต้องพูดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หนำซ้ำอำมาตย์ไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้ในเรื่องเขายายเที่ยง และเขาสอยดาว ชาวภาคตะวันออก เยาวราช การรถไฟ หันมาใส่เสื้อสีแดง ความดีที่มีขันติมั่นคง และพูดดีคิดดีของทักษิณนั่นเองเป็นจุดแข็งที่ทำให้ทุกคนยอมรับเลื่อมใส

ทักษิณเป็นนักธุรกิจที่รักษาคำพูด เป็นคนพูดง่าย จิตใจดี เป็นสุภาพบุรุษที่หักหลังใครไม่เป็นและใช้วิธีการสกปรกไม่เป็นเหมือนฝ่ายตรงข้าม ความเมตตาของทักษิณได้แผ่ซ่านเข้าไปอยู่ในใจของคนไทยและเพื่อนๆพี่น้องชาวจปร.ทุกคน จึงไม่แปลกที่ตำรวจ ทหารเรือ และทหารนักรบจะรู้สึกเห็นใจและเข้าร่วมกับคนเสื้อแดงโค่นล้มอำมาตย์ในที่สุด หากยังปล่อยให้รัฐบาลจอมกู้บริหารประเทศอยู่ เพราะใช้เงินโดยเจตนาหวังอม ทั้งเช็ค2,000บาทช่วยชาติ และเงินประกันราคาที่ไม่มีใครรู้ว่ามีใครได้รับเงินครบหรือไม่ เงิน800,000ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยทวีคูณนั้น เวลาต้องชำระคืนนั้นนานเท่าไหร่กว่าจะหมด และถ้าหาเงินไม่เป็นไม่มีจ่ายจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ประเทศไทยจะกลายเป็นทาสและตกเป็นเมืองขึ้นของชาวต่างชาติในที่สุดเหมือนอาร์เจนติน่าหรือไม่ ประเทศจะแตกเป็นเสี่ยงแบ่งแยกเหนืออีสานตะวันออกใต้ตามคำทำนายของนิติภูมิหรือไม่ ทุกอย่างเป็นเรื่องใกล้ตัวของพวกเราคนไทยทุกคนที่น่าสะพรึงกลัว ปัญหาที่ส่อเค้าก่อตัวจากการสร้างหนี้ของปชป.ที่อาจทำให้สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน ทั้งหลายทั้งมวลเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดที่พวกเราคนไทยจะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป

9เดือนหลังจากสงกรานต์เลือด เสื้อแดงเพิ่มขึ้น แม้ว่าเคยแตกพ่ายและถูกยิงตายที่สามเหลี่ยมดินแดง และได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่การชุมนุมและยอดบริจาคกลับถี่ขึ้นเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นแดงทั่วแผ่นดิน ทำให้เห็นได้ว่าเวลาคนไทยตื่นลุกขึ้นสู้นั้น สู้ขาดใจไม่เหมือนชาติอื่น จนก้าวข้ามผ่านความเป็นความตายไปแล้วขณะนี้ ไม่ว่าข้าราชการทหารจะปฏิวัติหรือไม่ก็ตาม เสื้อแดงก็จะบีบพื้นที่ให้อำมาตย์มีที่ยืนเหลือน้อยลงจนไม่สามารถยืนอยู่ได้อยู่ดี การมีนิสัยชอบทรยศหักหลังคนอื่นเสร็จศึกฆ่าขุนพลของนางเฒ่าตามที่มนูญกฤตได้เขียนจดหมายไว้ จะทำให้ไม่มีใครไว้วางใจนางเฒ่าได้อีก ถามว่าถ้าเปิดบริษัทฯทำการค้าแข่งกัน ทักษิณแบ่งเปอร์เซ็นให้แก่ทุกคนในคดียึดทรัพย์ กับนางเฒ่าจะแบ่งเงินที่ปล้นคนอื่นมาแบ่ง คนที่คิดได้จะเลือกยืนข้างไหน ใครจะกล้าเชื่อนางเฒ่าจอมทรยศหักหลัง ตรงกันข้ามทักษิณรักษาคำพูดและเครดิตยิ่งกว่าสิ่งอื่นเพราะเป็นนักบริหารนักธุรกิจมืออาชีพแบบเต็มตัว

ที่มา. ประชาไท เวบบอร์ด
*************************************************************************

เฉพาะกิจนับถอยหลังวันพิพากษา

ยึด7.6หมื่นล้าน

ส่งท้ายคอลัมน์ “เฉพาะกิจนับถอยหลังวันพิพากษา ยึด 7.6 หมื่นล้าน” ด้วยปมสำคัญที่จะนำไปสู่การยกหรือยึด ทรัพย์ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” ในส่วนข้อสนับสนุนที่ฝ่ายถูกกล่าวหา แย้ง คตส.ว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ชินคอร์ป

เริ่มจากมิติแรกในกรณีที่ คตส. มีคำสั่งให้กรมสรรพากร ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้จากการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ ของนาย พานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา จากบริษัทแอมเพิลริชฯ โดยระบุว่า เป็นการซื้อในฐานะกรรมการบริษัท จึงมีผลตามกฎหมายอย่างชัดแจ้งว่า คตส. ยอมรับว่า หุ้นชินคอร์ปฯ เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลทั้งสองจนก่อให้เกิดภาระภาษีจากการได้ กรรมสิทธิ์ในหุ้นนั้นมา เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้แล้ว หุ้นจำนวน เดียวกันนั้น จึงไม่อาจถูกกล่าวอ้างว่ายังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาในเวลาเดียวกันนั้นได้อีก

มุมมองถัดมา คือหลังจาก “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” ได้ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้แก่ผู้รับโอนไปแล้ว ไม่ปรากฏว่า ทั้งคู่เข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัท ชินคอร์ปฯ ตั้งแต่โอนหุ้นให้บุคคลดังกล่าวไปแล้ว โดยผู้รับโอนหุ้นเป็นผู้เข้าประชุมผู้ถือหุ้น และมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ถือ หุ้นรายใหญ่ของบริษัท และเป็นผู้ได้รับเงินปันผล โดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

อีกมิติที่น่าสนใจคือ ไม่มีการนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น ให้แก่กองทุนเทมาเส็คมามอบให้แก่ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” คงมีการนำมาชำระเฉพาะเงินค่าหุ้นที่ซื้อไป รวมแล้วเป็นเงินเพียงประมาณ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น หลังจากชำระเงินดังกล่าวเสร็จในต้นปี 2549 เงินที่เหลืออีกเกือบ 70,000 ล้านบาท ก็ยังคงฝากไว้ในบัญชีเงินฝากของผู้ที่เป็นเจ้าของหุ้นมาเป็นเวลากว่าปีก่อนที่จะถูกอายัด

นอกจากนี้ หากว่ามีการถือหุ้นแทนกันจริง เมื่อนายพานทองแท้ ถือหุ้นที่ซื้อจาก “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” ไว้แล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องมาขายให้นางสาวพิณทองทา เป็นผู้ถือหุ้น ต่อไป โดยเฉพาะนางสาวพิณทองทา ก็ ซื้อหุ้นจากพี่ชายถึง 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ ประมาณ 1 ปี คือในปี พ.ศ.2545 และ 2546 เพราะหากเป็นการถือหุ้นแทนจริงก็ไม่ต้องโอนต่อให้แก่คนในครอบครัวเดียว กันอย่างเปิดเผย

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 2,000,000 หุ้นนั้น ถ้าการซื้อขาย หุ้นระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับบุคคลในครอบครัวเป็นการโอนให้ถือหุ้นแทนก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งมาให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถือหุ้นแทน เพียง 2,000,000 หุ้น เพราะสามารถโอน หุ้นจำนวน 2,000,000 หุ้น ให้นายพานทองแท้ ซึ่งรับโอนหุ้นไปเป็นจำนวนถึง 30,900,000 หุ้น ถือแทนได้อยู่แล้ว

โดยเนื้อหาในตอนท้าย “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” พยายามชี้ให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาของ คตส. ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ถึงการถือหุ้นแทน อีกทั้งฝ่ายผู้ร้องเองก็ไม่มีพยานบุคคลที่สามารถนำสืบหักล้างพยานเอกสารทางทะเบียนของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านว่าไม่มีการขายหุ้นกันจริง ข้อเท็จจริง ในการไต่สวนทั้งหมดของ คตส. จึงเป็นเพียงการสันนิษฐาน คาดเดา โดยปราศจาก หลักฐาน

ในเมื่อปมการซุกหุ้นคือประเด็นใหญ่ ที่จะนำไปสู่การยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” จึงต้องติดตามกันดูว่าในท้ายที่สุด แล้ว ศาลสถิตยุติธรรมจะเห็นเช่นเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาหรือให้น้ำหนักไปทางคำร้องของ คตส.

26 ก.พ.นี้ ย่อมได้ข้อยุติ และเมื่อศาลมีพิพากษาออกมาแล้ว ทุกฝ่ายในสังคม ควรให้ความเคารพ เพื่อนำพาประเทศไทย ก้าวพ้นห้วงแห่งความขัดแย้ง เพราะถือว่า คำสั่งศาลเป็นที่สุดแล้ว

ที่มา http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413343317

** เพราะไว้วางใจ “องค์คณะผู้พิพากษา” **

“ทางสายกลาง” ไม่มีในโลกของนักการเมือง

-วันพรุ่งนี้! คดียึดทรัพย์ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สังคมในประเทศและต่างประเทศ “จับตามอง” ไม่มีใครรู้ว่ามันจะ ออกหัว หรือ
ออกก้อย...เว้นแต่พวกที่ชอบออกมาพูดพล่าม “ตั้งธง” ทำตัวเป็น เจ้าเข้าทรง...รู้ไปทุกเรื่อง...แต่ไม่รู้อย่างเดียวนั่นคือ
ความจริง...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...ผู้มีอำนาจตัดสินคดีความในประเทศนี้ยังมี คนดี และ คนกล้า...ทำดีเพื่อแผ่นดิน และกล้าทำ
ในสิ่งที่ถูกต้อง...26 กุมภา 2553 จะเป็นวันพิสูจน์คำพูด “ถ้ากระบวนการยุติธรรมสิ้นอิสระ ประชาก็ขาดที่พึ่ง” ชัดเจนที่สุด!...

-ด้านแกนนำเสื้อแดง วีระ จตุพร และ ณัฐวุฒิ...ต่างออกมายืนยันจะไม่มีการ “เคลื่อนไหว” เพราะไว้วางใจ “องค์คณะผู้พิพากษา”
ให้ตัดสินกันอย่างเต็มที่...ไม่เข้าไปยุ่ง...ไม่เข้าไปแทรกแซง...เว้นแต่ใครจะมา ไม่มีสิทธิ์ไปห้าม!...เชื่อว่า ความน่าสนใจจะเกิดขึ้น
หลังวันตัดสินคดียึดทรัพย์...เพราะไม่รู้คนไทยหลายพวกจะ...ใช้เลือดล้างด้วยเลือด หรือไม่?... ไพร่ฟ้าหน้าใส กับ กาลี
ผู้ทำให้บ้านเมืองนี้วุ่นวาย...จะต้องสู้รบปรบมือกันไปอีกกี่เดือน อีกกี่ปี หรือสงครามนี้ไม่มีวันจบสิ้น...เพราะฝ่ายมี “อำนาจในมือ”
ยังครอบครอง “กะลา” ใบนี้อย่างเป็นสุข...เลือดล้างด้วยเลือด...มันยิ่ง “สกปรก” น่ะท่าน!...

-ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร...“ปู่ชัย” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัฐสภาพูดไว้น่าคิด!...แย้มด้วยเสียงเบาๆ “ลูกเป็ด” เนวิน อาจพลิกขั้วกลับมา
กอดกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ทั้งที่ก่อนหน้าประกาศมั่นไม่มีการ “เผาผี” แถมเปรียบ “ทักษิณ” กับ “สุเทพ” เมื่อก่อนเป็นอย่างไร...
เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร...พูดแบบนี้ทำให้คิดไปไกล...หรือทั้งสองท่านกำลังเป็น “กิ๊ก” มองตาก็รู้ใจกัน?...

-งานนี้คนที่ซวยหนีไม่พ้น “กุมารทอง” มาร์คเด็กดื้อ ต้องใช้ชีวิต “นายกรัฐมนตรี” ตื่นตัว...เพราะไม่รู้ “อีแอบ” คนใดจะเอามีด
มาแทงข้างหลัง...เจ็บลึกไปถึงหัวใจ...วัดผลกันแค่การประชุม ก.ต.ช. ในวันนี้...เพราะเอกสารในมือ “มาร์ค” พร้อมเสนอ ผบ.ตร.
คนใหม่ ชื่อ “พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ” แต่จะไปรอดหรือล่มปากอ่าว...บ่าย 2 โมงนี้รู้กัน!...

-หาก “มาร์ค” ตั้งได้จะได้รับคำชื่นชมจาก “ใครบางคน” ที่คอยนั่งลุ้นนั่งเชียร์...โดยเฉพาะพ่อยกแม่ยก “พันธมิตรฯ”
หากทำไม่ได้ “มาร์ค” จะได้ยินเสียงก่นด่าของคนกลุ่มนี้ว่า...ไม่แข็ง อ่อนหัด คุมไม่ได้ สมควรลาออก...สรุป! ผบ.ตร. เขาตั้งตาม
“หลักการ” หรือ “หลักกู” นายกรัฐมนตรีต้องเดินตามนิ้วชี้ของคนบางคนเท่านั้นหรือ?...

-เสียงแว่วในวง “พันธมิตร” กุหลาบหนามคม “ปอง” อัญชลี ไพรรีรักษ์ ผู้ทำหน้าที่ก่อการดีแห่งพลพรรค “ผ้าคาดเหลือง”
ทำไมประเทศออสเตรเลียไม่เห็นความดีความชอบ...ขอวีซ่าครั้งที่ 3 ไม่ผ่าน!...หรือนี่คือ “ความจริง” ที่ทั่วโลกกำลังประนาม...
ไม่รู้เสียแล้วว่า “เดี๊ยนรู้จักใคร” รัฐมนตรีต่างประเทศหน่ะรู้จักไหม...ทูตโดดเดี่ยวไม่มีใครคบที่ชื่อ กษิต ภิรมย์...


ที่มา:konthaiuk
*************************************************************************

** ย้อนรอยยึดทรัพย์ **

อย่างน้อยมี 3 ยุค 3 ครั้ง ที่มีการยึดทรัพย์นักการเมือง

ครั้งแรกสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพลผ้าขะม้าแดง)

ครั้งที่ 2 ยุคจอมพล (คนซื่อ) ถนอม กิตติขจร กับพวก

ครั้งที่ 3 ยุค รสช.ครองเมือง มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นคณะปฏิวัติ สั่งยึดทรัพย์ ครม. น้าชาติ

คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลฎีกาฯ นักการเมือง จะอ่านตอนบ่ายโมงตรง พรุ่งนี้ 26 ก.พ.
จึงเป็นครั้งที่ 4


การยึดทรัพย์ครั้งที่ 1 จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ตาม ม.17 ยึดทรัพย์ กว่า 600 ล้าน
ของจอมพลสฤษดิ์ เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2507 ด้วยข้อหา โกงกินทุจริตคอร์รัปชั่น ลูกเลี้ยงและแม่เลี้ยง (ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์)
ได้ฟ้องร้องแย่งมรดกกว่า 2,874 ล้านบาท จนเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่ว


ครั้งที่ 2 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นักศึกษาลุกฮือขับไล่ รัฐบาล จอมพลถนอม ที่ครองอำนาจถึง 16 ปี จนต้องเผ่นออกนอก
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ใช้ ม.17 (ดาบนั้นคืนสนอง) สั่งยึดทรัพย์ จอมพลถนอม กับพวก คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร และ
พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร จำนวน 434.2 ล้าน เมื่อ 1 สิงหาคม 2517

ด้วยข้อหา ทุจริตคอร์รัปชั่น แม้มีการฟ้องศาลขอคืนทรัพย์สินในภายหลัง แต่ก็ไม่เป็นผล


ครั้งที่ 3 เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รสช. ตั้ง พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธาน คกก. ยึดทรัพย์ (คตส.) นักการเมือง 25 คน
นอกจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกฯ ขณะนั้นแล้ว รมต. อื่น ๆ เช่น กร ทัพพะรังสี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เสนาะ เทียนทอง
บรรหาร ศิลปอาชา พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประมวล สภาวสุ เป็นต้น

ข้อหาโกงกิน บุฟเฟ่ต์คาบิเนต

นายเสนาะ อุทธรณ์สู้เป็นคนแรก ที่สุด ศาลฎีกา มีคำสั่งว่า การยึดทรัพย์ และ อำนาจ คตส. ชุด พล.อ.สิทธิ เป็นการกระทำที่
ไม่มีผลทางกฎหมาย การสั่งยึดทรัพย์ จึงถูกเพิกถอน ในวันที่ 26 มีนาคม 2536

ส่งผลให้ทั้ง 25 คน รอดหมด

ที่โชคดีน่าจะเป็น พล.อ.สุนทร หัวหน้าคณะปฏิวัติ เพราะแม้ลูกกับภรรยาใหม่ จะฟ้องร้องแย่งมรดกนับพันล้านในภายหลัง
(เหมือนจอมพลสฤษดิ์) แต่ก็ไม่มีใครสั่งยึดทรัพย์ ไม่งั้นอาจเป็นอีกคดีประวัติศาสตร์ก็ได้

แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า ข้อหาที่หลายคณะปฏิวัติยัดใส่นักการเมืองว่า คอร์รัปชั่นโกงกิน จนต้องลากรถถังออกมาล้มล้างกันนั้น
เอาเข้าจริง นายทหารหลายคนที่ยึดอำนาจมา ก็รวยล้นฟ้า โดยไม่มีที่มาที่ไป เช่นกัน

ส่วนคดี ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ทักษิณ พรุ่งนี้ นั้น หากถูกยึดทั้งหมด เจ้าตัวยันจะไปฟ้อง ศาลระหว่างประเทศ อีก ก็สู้กันไป
แต่นั่นล่ะ คนไทยขี้สงสาร ถ้ายึดหมดเกลี้ยง ทักษิณ ก็คงได้คะแนนสงสารไปตุนไว้แน่

ขณะที่โบรกเกอร์โลก “บลูมเบิร์ก” วิเคราะห์ล่าสุดว่า หากยึดหมด ก็ให้อยู่ ห่าง ๆ ตลาดหุ้นไว้เพราะการเมืองไทยจะน่าวิตกที่สุด
แต่หากยึดบางส่วน (ไม่รู้แค่ไหน) เท่ากับประนีประนอม ตลาดหุ้นจะขึ้นแบบก้าวกระโดด

ก็วิเคราะห์กันไป

แต่นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ แถลงเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่ บอกเองว่า ก็แค่ข่าวที่พูดต่อ ๆ กันมาว่า
มีการจ่ายสินบน 5,000 ล้าน ให้ผู้พิพากษาคนละพันล้าน เพื่อให้หลุดคดีนี้ ถือเป็น การดิสเครดิต และ ป้ายสีตุลาการ
ชนิดไม่น่าเชื่อว่า จะมีคนกล้าพูดขนาดนี้ โดยไม่โดนฟ้องข้อหา

หมิ่นศาล !!!.

โดย ดาวประกายพรึก
Dailynews
*****************************************************************************

** พรุ่งนี้ !!! **

พรุ่งนี้ (26 กพ.)...ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท
ของครอบครัว “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร”

ทรัพย์สินที่คนทั้งโลกรู้จาก “นิตยสารฟอร์บส์” ว่าเขามีมาก่อนเล่นการเมือง รวยจากธุรกิจโทรคมนาคม ที่ใครเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ก็รวย
กันทั้งนั้น

นิตยสารฉบับนี้ ยังบันทึกความร่ำรวยติดอันดับโลกของคนไทยคนอื่นอีกหลายคน และคนทั้งโลกก็รู้อีกเหมือนกันว่าใครรวย รวยจากอะไร?

การตัดสินวันพรุ่งนี้ ไม่มีใครรู้ว่า หัว หรือ ก้อย นอกจากประเมินจากการตัดสินหลายคดีการเมืองที่ผ่านมา หลังเกิดการยึดอำนาจ
19 กันยายน 49 เช่น

คดียุบพรรคไทยรักไทย ที่ใช้กฎหมายย้อนหลัง

คดีที่ดินรัชดาฯ ที่ศาลอ้างว่า...ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับกองทุนฯ ทั้งที่พยานที่เป็นอดีตนายกฯ 2 คน คือ
นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รวมไปถึงอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
ต่างยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจกำกับกองทุนฯ

คดีชิมไปบ่นไป ที่ตัดสิน นายสมัคร สุนทรเวช โดยใช้พจนานุกรม ทั้งที่ในประมวลกฎหมายรัษฎากรก็มีระบุความหมายของ
คำว่า “ลูกจ้าง”

การตัดสินคดีกล้ายาง ที่จำเลย คือ นายเนวิน ชิดชอบ หลังเปลี่ยนข้างทางการเมือง

ถ้าประเมินจากคดีเหล่านี้ พรุ่งนี้ยึดหมด 7.6 หมื่นล้าน “ชัวร์”

พรุ่งนี้จึงเป็นวันที่คนทั้งโลกเฝ้ารอ! คนไทยรอเห็นความยุติธรรมว่า จะเหมือนหลายๆ คดีหรือไม่?

รวมทั้งรอดูคดี 7 ตุลา สงกรานต์เลือด พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบ สนามบิน สถานีโทรทัศน์ NBT คดีสินบนพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท

นักลงทุนรอมองทิศทางการลงทุนว่า...จะอยู่ลงทุนในไทย หรือ จะหอบเงินหนีไปเวียดนาม

นักท่องเที่ยวรอดูว่า...จะมาเที่ยวเมืองไทยแล้วปลอดภัยหรือไม่ เพราะหลายประเทศเตือนไม่ให้มา

พรุ่งนี้...จึงเป็นวันสำคัญไม่ใช่วันธรรมดาเหมือนที่ใครบางคนพูด เพราะพรุ่งนี้นอกจากเป็นวันตัดสินคดียึดทรัพย์แล้วยังเป็นวันตัดสินใจว่า
จะเดินบนเส้นทางใดของใครต่อใครอีกมาก

เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงเพลง พรุ่งนี้ฉันจะรักเธอจนตายจัง
“ได้แต่สัญญา ให้วันเวลาช่วยฉันตัดสินใจ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ได้ไหม ฉันจะรักเธอ รักไปจนตาย”


โดย.คนเมือง
***************************************************************************

** ลงทุนที่คุ้มค่า !! **

หมดเวลา..โปรโมชั่น..ใครที่บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เก่งเรื่อง “ค้าขาย” และ “การลงทุน”..คนๆ นั้นต้องกลับไปศึกษาดู
แล้วจึงค่อยกลับมาพูดกันใหม่ เอาเป็นว่า “หลงจู๊” ยังเรียกพี่..ไอ้ตี๋ เรียก “อากู๋”.. น้องหนูเรียก “อาเฮีย”!!

“ประชาธิปัตย์” คบหา หรือ “ค้าขาย” กับใคร ไม่เคย “ขาดทุน”..ขอบอก ตัวอย่างด้วยการ ทุ่มทุนมโหฬาร ในการจะจัดตั้ง “รัฐบาล”
เพื่อให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี..

หว่าน “โปรโมชั่น” สุดๆ.. ใครเห็น ต้องตาลุกวาวเป็นสิงโต!! เอาเป็นว่าแค่..30 กว่าเสียงของ “ภูมิใจไทย” มีเท่าเนี้ย..เอาไปเลย
“เก้าอี้ 3 ว่าการ” ทั้ง มหาดไทย..คมนาคม และ พาณิชย์!!

หรือแค่ 5 เสียงของ “กิจสังคม” ยังได้คุมกระทรวง ทรัพยากรฯ เบ้อเริ่มเทิ่ม??

20 เสียงจาก “มังกรลากเกี๊ยะ” บรรหาร ศิลปอาชา เทให้หมดสต็อก ยกกันให้หมดใจทั้ง เกษตรฯ และ การท่องเที่ยว..

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ชื่อยาว แต่ ส.ส.น้อย แค่ 9 เสียง ยังล่อกระทรวงพลังงาน ทูนตำแหน่ง รมช.คลัง ให้อีกเป็น “อั่งเปา”
ติดกระเป๋าของแถม

เพื่อแผ่นดิน ได้ทั้ง อุตสาหกรรม และ ไอซีที!! ลด แลก แจก แถม ยิ่งกว่า “แหนมป้าย่น” อย่างนี้..มีหรือใครจะไม่เอา

งานนี้เป็นน้ำเป็นเนื้อจาก “ยาจกซู” เปลี่ยนมาเป็น “มู๋ตู้ตั้งโต๊ะ” ในทันที!!

ใครที่คิดว่า “พรรคร่วม” จะ “งอแง” เป็น “ซือแป๋สั่งขี้มูก” เลิกคิดได้ “ขออ้วนเป็นหมูในวันนี้ ดีกว่าไปเป็นผีในวันหน้า”
นี่คือ สุภาษิตประจำพรรค

ดังนั้น “กับดัก” ที่ ประชาธิปัตย์ วางเบ็ดราวที่ไว้จึงปรากฏผล!! แค่ “เศษเนื้อข้างเขียง” ที่เหวี่ยงโครมไป.. มัน “สะกดจิต”
ได้ยิ่งกว่าคาถา “กำกับผี” ซะอีก

ประชาธิปัตย์ อ่านทะลุขาดว่า พรรคร่วม “ไม่มีทางกระดิกหนี”!! เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ ตอกตะปูปิดฝาโลงได้..ยังไงโอกาส “สูญพันธุ์”
มีสูง เป็นการทุ่ม “ลงทุน” แค่ระยะแรกเริ่ม..เพื่อล่อ “ยี่ปั๊ว” ให้ตายใจสนิท!!

และต่อไปนี้คือช่วงเวลา “ไล่เบี้ย” เรียกทุนคืนพร้อมหยิบกำไรใส่เก๊ะ..เป็นการลงทุนที่น่าติดตามดูอย่างยิ่ง!!

โดย.หนุ่ม ชิงชัย
***************************************************************************

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เฉลิม'เริงร่า'นายกฯเงา'ซักฟอก'มาร์ค-กษิต'ลั่น2ปี 'พาทักษิณกลับบ้าน'อย่างสง่างาม


“เฉลิม” ย้ำชัดยื่นซักฟอก “มาร์ค-กษิต” ไม่พลาด-พ่วงเชือด “ชวรัตน์”
ปูดเหลืออีก 1 รมต.รอแจงพรรคก่อน ขอบคุณโพลล์หนุนนั่ง “นายกฯเงา” และให้นำทีมซักฟอก
ชู “ทักษิณ” ติดป้ายหาเสียงคนกรุงฯ มั่นใจไม่เกิน 2 ปี พากลับบ้านอย่างสง่างาม

วันที่ 24 ก.พ. 2553 เวลา 13.15 น.ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
แถลงถึง ความคืบหน้าการยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า

ต้องขอขอบคุณประชาชนที่สะท้อนความเห็นผ่านสวนดุสิตโพล โดยกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คน
ต้องการให้ตนเป็น “นายกรัฐมนตรีเงา” ร้อยละ 46.71 และ ต้องการให้ตนเป็นผู้นำการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 63.51
ซึ่งถือเป็นกำลังใจ ให้ทำหน้าที่ในสองตำแหน่งต่อไป

อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า พรรคจะเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นคนในพรรค ไม่มีปัญหา ถ้าเสนอชื่อเป็นคนนอก ตนจะไม่ร่วมอภิปราย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า ตนมีความสนิทสนมกับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย รวมทั้ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย แล้วอาจจะไม่อภิปรายนายชวรัตน์นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะนายชวรัตน์
จะต้องมีชื่อถูกอภิปรายแน่นอน ถ้าวันนี้ใครเป็นพรรคฝ่ายค้านแล้วไม่ยื่นอภิปรายรมว.มหาดไทย ก็จะถูกข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
และประชาชชน กล่าวหาว่ามีอะไรกันหรือไม่ ในทางการเมืองนั้น ทำไม่ได้ เพราะเป็นกระทรวงที่มีเรื่องมากที่สุด

ส่วนตัวรู้สึกสงสาร 21 ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ออกมาร่วมกันแถลงข่าว นำโดยผู้ว่าฯบุรีรัมย์ที่ออกมาสาบาน เชื่อว่าจะพบจุดจบในเร็ววันนี้
ดังนั้น รองผู้ว่าฯทั้งหลายเตรียมตัวได้เลย

“เบื้องต้นรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายยังเหมือนเดิมคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ
และนายชวรัตน์ ส่วนในใจยังมีรัฐมนตรีคนที่ 4 แล้ว แต่ยังไม่ขอบอก เพราะต้องรอเสนอแจ้งให้ที่ประชุมพรรครับทราบก่อน”
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า

ขณะนี้ไม่มีปัญหาภายในพรรคแล้ว มีเพียงไม่กี่คนทำให้พรรคปั่นป่วน เพราะร้อยละ 99 ส.ส.ในพรรคไม่มีใครเอา

เมื่อถามถึง ที่มีกระแสข่าวออกมาว่าร.ต.อ.เฉลิม จะย้ายเข้าซบพรรคภูมิใจไทยนั้น

ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่าไม่มีทางเด็ดขาด แค่ข่าวปล่อย ถ้าพ้นจากพรรคเพื่อไทยไปแล้วก็เป็นพักที่บ้านเท่านั้น

ชู “ทักษิณ” ติดป้ายหาเสียงคนกรุง มั่นใจไม่เกิน 2 ปีพากลับบ้านอย่างสง่างาม

ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนจะเสนอยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยใน กทม.ให้ขึ้นตรงกับพรรค
ด้วยการรณรงค์ เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับบ้าน เหมือนโมเดลเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร ศรีสะเกษ
และมหาสารคาม โดยระบุชัดเจนว่า “ถ้าต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้าน ให้เลือกพรรคเพื่อไทย"

โดยใช้รูปแบบการนำป้ายไปติดตั้งทั่วกทม. และทุกจังหวัดใหญ่ๆ มั่นใจว่ากระแสของพรรคยังดี ทำให้ในกทม.ได้ ส.ส.เกินครึ่ง
เป็นการพิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าคน กทม.ต้องการเอา พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่

“เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นสินค้าดี ผมจะอาสาเป็นเซลล์แมนขาย พ.ต.ท.ทักษิณ เอง ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องรอหน่อย
ถึงอย่างไร อีกไม่เกิน2 ปี ผมจะรับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านอย่างสง่างาม พวกที่บอกว่าจะเปลี่ยนขั้ว ต้องรอไปอีก 10 ชาติ
พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีทางเปลี่ยนขั้ว เลิกฝันได้แล้ว” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวย้ำ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศว่า
การเลือกตั้งสมัยหน้า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ส.ส. 240 ที่นั่งนั้น

ตนคิดว่ารอชาติหน้าบ่ายๆ แค่รักษา 165 ที่นั่งไว้ได้ ก็เก่งแล้ว เพราะสมัยหน้าเชื่อว่า แพ้พรรคเพื่อไทยแน่ และแพ้แบบขี้เหร่ด้วย
เพราะพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ไปเลย กลับมายาก วันนี้ให้รัฐบาลอยู่ไปก่อน ขออย่ายุบสภา อยู่ให้ตายคามุม


ทีมา.konthaiuk
*****************************************************************************

** ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว?? **

ปฏิบัติการหมูไม่กลัวน้ำร้อน !!!

ของพลพรรคคนเสื้อแดงเริ่มได้ผล ดึงคนที่ชอบอยู่ที่สูง “บิ๊กแอ๊ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีจากเขายายเที่ยง ลงมาสู่
พื้นราบเรียบร้อย นี่กำลังเอา “ป๋า” ไปเสียบประจานที่เขาสอยดาวอีกคน นับว่าได้ผล เพราะวันนี้ประชาชนมวลเหล่าดอกไม้หลากสี
ก็เริ่มเห็นด้วยเห็นดีกันท่วมท้น แถมยังช่วยกันขุดด้วยปาก ช่วยกันถากด้วยตา อีกต่างหาก

ก็อย่างว่า ดีชั่วล้วนอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำล้วนอยู่ที่ทำตัว?? อยากดีอยากชั่วอยากสูงอยากต่ำก็ทำกันเอา
ป.ล. ขอหารือ เคยมีป้ายชะเลียร์ “ฟ้าเป็นของนก นายกเป็นของป๋า” วันนี้มาทำป้าย “ฟ้าเป็นของนก นรกเป็นของผู้ทรยศประชาชน”
จะอินเทรนด์ดีไหม??


...


เต่าใหญ่ ใข่กลบ??

รูปธรรม นามธรรมก็ว่ากันไป เลือกเกิดให้สวยให้หล่อไม่ได้ แต่เลือกก็ที่จะทำอะไรดีๆ ได้เสมอ
ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของ จีที 200 อภิมหานวัตกรรมหรูเลิศ แถมแพงระยับ ที่คนซื้อไม่ได้ใช้เงินของตัวเองซื้อ
แต่เงินที่ซื้อล้วนมาจากหยาดเหงื่อของประชาชนทั้งนั้น

ทดสอบยี่สิบครั้ง ถูกแค่สี่ครั้ง หรือก็ 1:5 ขนาดเล่นบาคาร่า BANKER – PLAYER โอกาสได้เสียแค่ 1:1 ก็หมดดูดรูดมหาราช
กันบานตะไทมามากแล้ว ตรวจระเบิดมีโอกาสถูกแค่ 1:5 สุ่มเสี่ยงโยนติ้วแทน น่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ??

คิดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันว่า ที่ คุณหญิงพรทิพย์ โรจน์สุนันท์ ออกมาแอ่นอกการันตี จีที 200 ว่า ยอดเยี่ยมกระเทียมดองนั้น
ไม่รู้ใช้หลักอะไรคิด?? คงไม่ใช่หลัก “เต่าใหญ่ ใข่กลบ” นะจ๊ะคุณหมอจ๋า??


...


ระวัง ทหารแตงโม??

“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ สร.2 ผู้ปั้นดินให้เป็นดาว เมื่อดาวลอยล่องขึ้นฟ้าก็ขี้เยี่ยวรดหัวให้ล้างให้เช็ด แถมเจ็บปวดใจบ้าง
ไปตามเรื่อง

เสาร์ที่ผ่านมา ไปเป็นประธานปิดมหกรรมการฝึกการควบคุมฝูงชนขนาดใหญ่ ที่บูรณาการกำลังจากทั้งตำรวจ ทหาร และกรุงเทพฯ
มาเพื่อต่อตีม็อบเสื้อแดงโดยเฉพาะ งานนี้ได้ลูกชาย “นายพลเสื้อคับ” พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้การกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
เอื้อเฟื้อสถานที่ แถมให้ทหารเป็นเสื้อแดงสมมุติอีกต่างหาก

จะเป็นยุทธการเขียนเสือให้วัวกลัว หรือจะเป็นพิธีตัดไม้ข่มนาม ก็แล้วแต่จะคิด?? ที่แน่ๆ นั้น วันนี้วัวไม่กลัวเสือ แถมที่ถือโล่ถือกระบอง
ไม่เว้นแม้กระทั่งถือปืน ระวังจะกลายเป็นแตงโมก็แล้วกัน ภายนอกอาจจะดูเขียวน่ากลัว ผ่าเข้าไปอาจกลายเป็นแดงแจ๊ดแจ๋ก็ได้นะ??


...


ระวังอย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน??

ใช้หลักนิติรัฐ โดยปราศจากหลักนิติธรรม คงจะไม่ได้ผล ดีเดย์ วันตัดสินคดียึดทรัพย์ “แม้วพลัดถิ่น” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จะใช้ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ หรือ ทฤษฎีต้นไม้เป็นพิษก็เลือกเอา

ที่แน่ๆ ความยุติธรรมต้องดำรงอยู่ “ต้องให้เขาในสิ่งที่เขาควรที่จะได้ด้วยธรรม” ของๆ ใครของใครก็ห่วง ของๆ ใครของใครก็หวง
การดิ้นรนต่อสู้เพื่อของห่วงของหวงจึงไม่ใช่เรื่องผิด??

อย่าให้ใครว่าได้ว่า ที่ผิดเพราะเหตุเกิดในประเทศไทย?? ถ้ายังไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกนั้นเป็นอย่างไร แต่รู้แน่ว่าสิ่งที่จะทำนั้นผิดแน่นอน
ต้องไม่ทำ หรือทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม น่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุดจะได้ไม่เข้าข่าย ทำหินแตก แยกแผ่นดิน โดยประมาท ??


...


ก.ก.ต.ผู้ไร้เดียงสา??

ประชาธิปัตย์คงมีฮา เพราะคำร้องคดียุบพรรค ทำท่าว่าจะถูกยกซะแล้วก็ ม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาใหญ่ประธาน ก.ก.ต.
“เสี่ยอู” อภิชาต สุขัคคานนท์ ผู้มาดมั่น ออกมาแถลงเจื้อยแจ้ว ดีเอสไอไม่ได้ชี้มาว่าเงินที่ว่านั้นเป็นเงินที่ถูกยักยอกมา

โถถังกาละมังแตก เรื่องนี้อยากรู้อยากเห็นก็ไต่สวนเองได้ตามใจโก๋อยู่แล้ว อำนาจไต่สวนหรือก็อยู่ในมือ ก.ก.ต. เต็มๆ
ระบบแสวงหาข้อเท็จจริงของ ก.ก.ต. เขาใช้ระบบไต่สวน นี่คงยุทธการโยนหินถามทาง ก่อนที่ “เสี่ยอู” จะออกมาแถลงแจ้งข่าว
ยกคำร้องแล้วจ้า เพราะที่ปรึกษาและอนุไต่สวนเขาบอกมาเช่นนั้น?? ก็จำเริญๆ กันเถอะนะ พ่อคุณพ่อทูนหัว
ก็บ้านนี้เมืองนี้มันของพวกคุณเท่านั้นแหละ!!


โดย.ใต้ฟ้า
**************************************************************************

ก้าวล่วง

ยิ่งใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

บรรยากาศการเมืองก็ยิ่งตึงเครียด

รัฐบาลหวาดผวา ถึงกับระดมกำลังตำรวจทหารกว่า 4 พันนาย ออกมาฝึกซ้อมเตรียมพร้อมไว้ปราบปรามม็อบเสื้อแดง

เพราะเชื่อว่าจะออกมาก่อความวุ่นวาย ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ

สื่อวิทยุและโทรทัศน์ในซีกรัฐบาลโหมประโคมอย่างหนัก เสนอข้อมูลความรุนแรงของเสื้อแดงเป็นด้านหลัก

โดยเฉพาะในช่วงวันสงกรานต์ ปี 2552 และเหตุ การณ์ทุบรถเบนซ์ที่กระทรวงมหาดไทย

แต่ไม่ยักเสนอภาพข่าวทหารพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ลุยปราบม็อบราวกับการทำสงคราม

ล่าสุด ถึงลามปามไปถึงศาลยุติธรรมเข้าแล้ว

นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ หนึ่งในแกนนำพันธมิตร ใช้วิธีแบบการเมือง ออกมาแถลงเป็นตุเป็นตะ

นายสำราญอ้างว่า

"มีความพยายามที่จะใช้เงินถึงหลักพันล้านบาท เพื่อใช้ในการพลิกคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน เนื่องจากองค์คณะผู้พิพากษา มี 9 ท่าน กระแสข่าวพยายามเข้ามาแทรกแซงให้ได้เพียง 5 ท่าน ท่านละ 1 พันล้านบาท เพื่อแลกกับเงิน 7.6 หมื่นล้าน"

ทันควัน นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ออกมาปฏิเสธว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีมูลความจริง การ พิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคดีที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องการเสนอสินบนใดๆ

โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวด้วยว่า การระบุเช่นนี้เหมือนปล่อยข่าวหวังผล ทำให้เกิดความระแวงสงสัยในการพิพากษาคดีที่กำลังใกล้จะตัดสิน

หากอ้างว่ามีการเสนอสินบน การตรวจสอบย่อมทำได้ โดยตรวจดูจากเส้นทางการเงิน ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้พิพากษาคนใดที่เป็นองค์คณะแจ้งเรื่องการเสนอสินบนดังกล่าวเลย

แม้โฆษกศาลยุติธรรมออกมาปฏิเสธ แต่นายสำราญก็ยังออกมายืนยันซ้ำ โดยอ้างว่าข่าวเรื่องความพยายามวิ่งเต้นให้สินบนผู้พิพากษาในคดียึดทรัพย์คนละกว่าพันล้านบาท เป็นความจริง แต่รายละเอียดบอกไม่ได้

"รู้เพียงว่าก่อนหน้านี้เคยวิ่งเต้นเสนอ 200 กว่าล้านบาท แต่ไม่ได้ผล จึงต้องเพิ่มเงินสินบนเป็นพันล้านบาท

"ยอมรับว่ายังไม่ได้เช็กข้อเท็จจริงกับศาล เพราะไม่อยากก้าวล่วง ที่สำคัญข่าวดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องที่ลือกันในหมู่นักวิชาการ นักกฎหมาย และทนายความเท่านั้น

"นอกจากนี้ยังลือกันว่า ขณะนี้เขาได้ไป 4 เสียงแล้ว ขาดอีกเสียงเดียวคดีก็จะพลิกทันที"นายสำราญอ้าง

แต่เมื่อถูกซักหนักๆ เข้า นายสำราญก็เฉไฉ อ้างว่าเป็นเพียงการได้ยินการพูดต่อๆ กันมาเท่านั้น

ออกลีลาแบบ "ลูกพี่" ไม่มีผิด

คอลัมน์. เหล็กใน
*******************************************************************

** อารักขาขั้นเทพ **


การเมืองยังไม่มีอะไรใหม่ เลยแหวกแนวการเมืองฮาร์ดคอร์..มาเป็นเรื่องของนักการเมืองแต่ไม่ประเทืองปัญญา...แก้เซ็ง
บะละฮึ่ม บึ้ม เบิ้ม กับการเปลี่ยนรถยนต์และแผนพิทักษ์รักษาความปลอดภัย “นายกรัฐมนตรี” ไม่บอกชื่อก็คงรู้กัน แต่บอกสักหน่อย
ตามหลักงานเขียน

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ภายหลังโดนความพยายามเบียดติด ประชิดรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี.โดยใครก็ไม่รู้? สาเหตุอะไรก็ไม่รู้?
แต่หลายฝ่ายข้าง “นายกฯ” กังวลว่าจะเป็นการ “ลอบทำร้าย” เลยมีการปรับกันขนานใหญ่..เริ่มตั้งแต่รถยนต์ถึงโครงสร้างขบวนอารักขา
การประชิดแทรกขบวนอาจเกิดจากความเสน่หา อยากจ๊ะจ๋ากับนายกฯ หน้าหล่อ หรืออาจจะหมั่นไส้ขบวนรถคนใหญ่คนโต..

จะว่าไปแล้วคนธรรมดาใช้รถเหมือนกั นแต่ไม่กันกระสุนมักจะโดนรถคนใหญ่คับฟ้าเบียดเสียดบ่อยครั้ง..
1. รถขบวนจะขับเร็ว-เร็วมาก
2. ไม่มีการเหยียบเบรก ไฟแดงๆไม่มี ไฟเขียวตลอดทาง
3. ขบวนยาวมาก และ
4. ใครขวางหน้ากูชนดะ (คนธรรมดาเลยยอมหลบซ้าย ชิดขวา)

ส่วนโครงสร้างขบวนอารักขา..แม่เจ้าโว้ย!! หากจะ “ลองของ” ขอเตือน ว่า อันตราย!..

โครงสร้างเดิมนั้น ทีมรักษาความปลอดภัย (รปภ.) นายกฯ มี 2 หน่วยหลักรับผิดชอบคือ
ตำรวจสันติบาล 3 และ กอง 8 ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย

ปัจจุบันนายกฯ อภิสิทธิ์ เลือกใช้ทหารจาก ศรภ. เป็นบอร์ดี้การ์ดหลัก ขณะที่ตำรวจก็เลือกใช้ตำรวจกองปราบปราม ไม่ได้เลือกใช้
ตำรวจสันติบาล 3 เหมือนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่มเติมด้วยกำลังกองพันทหารสารวัตรที่ 11 มณฑลทหารบกที่ 11
รวมถึงชุดปฏิบัติการพิเศษคอมมานโดหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน กองทัพอากาศ ชุดปฏิบัติการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์
(ทหารเสือราชินี) มาประจำการเพิ่มทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล และบ้านพัก สร.1 และเพิ่มเจ้าหน้าที่ ศรภ.อีก 1 ชุดสำหรับการวางตัว
ทีม รปภ.ประจำ ตัวนายกฯ

ตามมาตรฐานแล้ว ทีมต้องไม่ตํ่ากว่า 5 คน โดยมีหัวหน้าชุดยืนประกบด้านข้างและยังมีลูกทีมอีก 4 คนเฝ้าระวังรอบตัวใน 4 ทิศทาง
แต่หากนายกฯ ต้องเดินทางฝ่าฝูงชนหนาแน่น ต้องมีการปรับรูปแบบมาใช้ทีม รปภ.ประจำตัว 6 คน

กฎเหล็กคือ หัวหน้าชุดต้องเอื้อมมือถึงตัวนายกฯ ทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องเฝ้าระวัง 360 องศารอบตัว สร.1

หัวใจสำคัญก็คือ เจ้าหน้าที่ ศรภ. ที่เป็นทหาร “มือดี” จาก 3 เหล่าทัพ แยกเป็นทีมประมาณ 8 คน แบ่งเป็น 2 ผลัด
ใช้รถโฟร์วิลล์ปิดขบวนของนายกฯ ภายในรถจะติดฟิล์มดำ มีอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์ตัดสัญญาณโทรศัพท์ป้องกันการจุดชนวนระเบิด
อาวุธปืนหนักเบา ทั้ง 2 ทีมของตำรวจและทหาร จะทำงานประสานกันทางวิทยุสื่อสาร มีการประชุมวางแผนอารักขาการเดินทางทุกวัน

หากนายกฯ อยู่ในสถานที่เสี่ยงมาก ชุดปฏิบัติการที่ 5 ที่ต้องเพิ่มเข้ามา คือ เจ้าหน้าที่ชุดอาวุธพิเศษที่ไม่ได้มีแค่ปืนพก “กล็อก”
หรือ เสื้อเกราะอ่อน แต่เป็นปืนกลยิงเร็วระดับ เอ็มพี-5 หรือรู้จักกันดีในนามปืนกล “อูซี” เอาไว้ต่อกรกับอาวุธของผู้ประสงค์ร้าย
ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ อารักขากันครบสูตร!

หากมี “เหตุไม่คาดฝัน” มาเขย่าขวัญรัฐบาลอีก..คงต้องปรบมือให้ “ไอ้มือมืด”

และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องบอกว่า “โชคชะตาฟ้ากำหนด” แล้วล่ะ “ท่านนายกฯ”


ที่มา.konthaiuk
*************************************************************