--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลุงจิ๋ว..เชนคัมแบ็ก.เคลียร์ไฟใต้ !!?


กรองสถานการณ์ “ไฟใต้” ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปทุกขณะ...เหตุการณ์ความไม่สงบนี้ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมไปถึง 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งกอปรไปด้วย อำเภอจะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย โดยมีเหตุความรุนแรงไปทุกหัวระแหง ทั้งเหตุลอบทำร้าย วางเพลิง วางระเบิด จนมีผู้บาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมากถือเป็นความพยายามที่จะเปิดประตู ไปสู่ “มิคสัญญี” ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

แม้ที่ผ่านมาจะเคยมีการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การ “แบ่งแยกดินแดน” ในจังหวัดปัตตานีมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ได้ถูก “ขยายวง” จนเริ่มบานปลายไปสู่พื้นที่ ใกล้เคียงหลังจากปี 2547 เป็นต้นมา เกือบทุกรัฐบาลได้เล็งปรับกลยุทธ์ใหม่ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปมากมาย แต่สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ แม้ จะเปลี่ยนตัวบุคคลที่มา “รับผิดชอบ” มาแล้วกี่คนก็ยังมิอาจคลี่คลาย ทำให้ “ฝ่ายการเมือง” เริ่มถูกถล่ม จมกระเบื้องว่า “แก้ปัญหาไม่ได้...ทำงานไม่เป็น” พอมาถึงยุคที่ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ทำหน้าที่รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็พยายามเข้าไปแก้ปัญหา และ “สร้างผลงาน” ด้วยการประกาศ “เคอร์ฟิว” ในตำบลกระสุนตก “3 จังหวัดชายแดน” และ 4 อำเภอในพื้นที่สงขลา แต่ได้ถูก “กองทัพ” ท้วงติงกลับมาว่า “ทำทุกอย่าง ดีอยู่แล้ว...” และคง “ไม่จำเป็น” ต้องใช้ “เคอร์ฟิว” เข้ามาตีกรอบคนในพื้นที่ จึงเป็น “เหตุ” ที่ทำให้หลายคนชี้ไปถึง “ความไม่เป็นเอกภาพ” ของฝ่ายการเมืองและกองทัพ?!!

ที่ผ่านมาแม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะเคยไขยุทธ ศาสตร์ “ดับไฟใต้” ร่วมกันมาแล้ว จากนโยบายเปิดเวทีสันติภาพของ “นายกฯ ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เล็งใช้ “ฝ่ายความมั่นคง” เป็นตัวกลางเข้าเจรจากับ “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ที่มีเบื้องหลังยึดโยงไปถึง “ก๊วนการเมือง” ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น... แต่ที่สุดก็คว้าน้ำเหลวอีกเช่นเคย จวบจนล่าสุด เมื่อข่าวปรับ “ครม.ปู 4” ถูกจุดขึ้นมาเป็นระลอก พลันเกิดกระแส “เปลี่ยนตัว” ผู้รับผิดชอบสายความมั่นคง ที่มี “ข่าววงใน” เขย่าออกมาว่า...“วังจันทร์ส่องหล้า” เริ่มขยับแล้ว โดยทาง “ซ้อใหญ่” แห่งอาณาจักรชินฯ เล็งยกเก้า อี้เสนาบดี...ปูนบำเหน็จให้แก่ “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ที่เคยช่วย เคลียร์ทาง-เคลียร์ใจให้คนในครอบครัวอยู่ บ่อยครั้ง

ล็อกสเปกให้ “บิ๊กจิ๋ว” เชน..คัมแบ็ก!! เข้ามาดูแลงานด้านความมั่นคง แทนที่ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ด้วยสาเหตุที่ว่า “รัฐบาล” กำลังถูกต้อนเข้าสู่ทางตัน จากปัจจัยความล้มเหลวในการแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะถือเป็น เรื่องที่ “อ่อนไหว” และ “เปราะบาง” อย่างยิ่ง...จนทำให้ “คนไกล” และ “เจ๊ใหญ่-เจ๊เล็ก” ที่เกาะกุมอำนาจแห่งรัฐนาวา พยายามปัดฝุ่น “คัมภีร์จิ๋ว” เอามา ใช้เป็น “โรดแมป..ดับไฟใต้” เหมือนดังเช่น “นโยบาย 66/2523” ที่เคยใช้สลาย คอมมิวนิสต์ได้ผลมาแล้ว บทบาทของ “พล.อ.ชวลิต” นั้น ได้มีการวิเคราะห์กันไปหลายทาง ทั้งการเป็น “สายเหยี่ยว” ซึ่งปฏิบัติการลับใต้ดิน หรืออยู่ในสถานการณ์หลังฉาก กับอีกบทบาทใน “สายพิราบ” ด้วยคัมภีร์แห่งการนิรโทษ กรรม ตามแบบฉบับของคำสั่งสำนักนายก รัฐมนตรีที่ 66/2523 นำมาซึ่งการวางอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

ทั้งนี้หาก “เอกซเรย์” ให้ถึงเนื้อในแล้ว “พล.อ.ชวลิต” ย่อมตรงสเป็กที่สุด เพราะเคยเป็นทั้งอดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตนายกรัฐมนตรี เส้นทางของ “พล.อ.ชวลิต” ก่อนการยึดอำนาจ “19 กันยายน 2549” เพื่อโค่นล้มรัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ในขณะนั้น “พล.อ.ชวลิต” ยังเดินเคียงข้าง “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งถูกฝ่าย “ทักษิณ” ประทับตราว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาต แต่นับจากนั้นอีก 2 ปี เมื่อ “พรรคพลังประชาชน” ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และได้กลับมาเป็นรัฐบาล “พล.อ. ชวลิต” ก็ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง “รองนายก รัฐมนตรี” ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แล้วหลังหมดอายุขัย “รัฐบาลสมชาย” ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้โอกาสจัดตั้ง “รัฐบาลในค่ายทหาร” โดยที่ “พรรคเพื่อไทย” ตกอยู่ในฐานะ “ฝ่ายค้านพรรคเดียว” ทาง “พล.อ.ชวลิต” ได้ตัดสินใจเดินกลับเข้ามาสู่วังวนการเมืองอีกครั้ง ด้วยการเข้าสวมเสื้อ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศตัวสู้ใน “สงครามครั้งสุดท้าย” ..อยู่ฝ่าย “ทักษิณ” ซึ่งเท่ากับว่าต้องยืนคนละฟากฝั่งกับ “ป๋าเปรม” อย่างเต็มตัว

จากนั้นในทุกย่างก้าวของ “พล.อ. ชวลิต” ไม่ว่าจะเหยียบย่างไปที่ไหน “อดีตขงเบ้งแห่งกองทัพไทย” ก็สามารถกำหนดเกมสั่นคลอน “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ทุกครั้ง ด้วยบารมี และสายสัมพันธ์อันแนบ แน่นกับ “กลุ่มอำนาจ” รวมถึงการเป็น “มือประสานสิบทิศ” ที่สามารถเข้าได้กับ ทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับ “ป๋าเปรม” ที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนชั้นนำ ก็ย่อมจะเป็นผลดีมากกว่าสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ความสำคัญของ “รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง” ซึ่ง “พล.อ. ชวลิต” เคยทำหน้าที่มาแล้วหนหนึ่งนั้น ก็ถือได้ว่าเป็น “ห้องเครื่องใหญ่” ที่คุมความมั่นคงทางการเมืองของ “รัฐบาลปู” อีกทั้งยังเป็นเกราะกำบังกายให้ “รัฐบาล” สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางมรสุมรุมเร้า ซึ่งผู้ที่มาดูแลต้องเข้าใจ “ขุนทหาร” ทุกฝ่ายเป็นอย่างดีและสามารถเชื่อมโยงกับกองทัพได้ ที่สำคัญคือสายสัมพันธ์อันแนบแน่น กับ “กลุ่มก๊วนการเมือง” ที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่ชายแดนใต้ ย่อมทำให้ภารกิจผลักดันสันติภาพหนนี้ น่าจะดำเนินไปอย่าง ราบรื่นมากขึ้น...!!!

ในอีกด้านหนึ่ง การปรับทัพใหม่โดย ดึงคนหน้าเก่าเข้ามาร่วมวง “รัฐบาลปู 4” นอกจากเป็นเชื้อไฟให้ “ฝ่ายตรงข้าม” เบี่ยงเป้ากระสุนไปตกใส่ “พล.อ.ชวลิต” แล้ว..ยังเป็นการซึมลึกแนวทางสถาปนา “เขตปกครองพิเศษ” ที่มีผู้ดูแลมาจากการ เลือกตั้งใน 3 จังหวัดไฟใต้ ซึ่งลอกแบบมาจากข้อเสนอตั้ง “นครรัฐปัตตานี” ที่ให้มีรูปแบบการปกครองแบบเมือง “ชินเกียว” ในสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมดึงคนในท้องถิ่นมาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งประเด็นนี้ได้มีการพูดกันมาตลอดทุกรัฐบาล ท่ามกลางกระแส “บิ๊กจิ๋ว..รีเทิร์น” สู่รัฐบาล “ปู 4” ได้เกิดคำถามตามมามากมาย ว่าเหตุใดต้องเป็น “พล.อ.ชวลิต” ทั้งที่ชื่อนี้ไม่ต่างจาก “สายล่อฟ้า” นั่นย่อม สะท้อนถึง “นัยสำคัญ” ทางการเมืองในเดือนเมษายนที่ “คนไกล” มองทะลุปรุ โปร่งที่ต้องใช้คนอย่าง “บิ๊กจิ๋ว” มากำกับภารกิจใหญ่หลวงนี้

ภารกิจสำคัญที่ “คนไกล” มอบหมายคือการใช้ท่อร้อยสายพันคอนเน็กชั่น ที่มีความสนิทสนมกับเหล่าหมู่มวลสหาย เพื่อเจรจาต่อรองไม่ให้เข้าร่วมกับ “ทิศทางไทย” และ “พคท.” ในการคัดค้าน 3 ภารกิจใหญ่และสกัดแผนโค่นล้ม “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ว่ากันว่า การต่อรองระหว่าง “ผู้มากบารมีในรัฐบาล” กับ “พล.อ.ชวลิต” ได้พูดคุยกันถึง 2 ขยัก โดยขยักแรกทีมงานของ “บิ๊กจิ๋ว” ต้องเดินทางไปขึ้นเครื่อง บินที่มาเลเซีย เพื่อบินไปพบ “คนไกล” ที่สิงคโปร์ เพื่อต่อรองเงื่อนไขในการเข้าร่วม รัฐบาล ขยักที่สอง...ทีมงานคนดังกล่าวต้อง นำความจาก “คนไกล” มาต่อรองกับ “บิ๊กจิ๋ว” ว่ารอบนี้ห้ามทิ้งพาย โดดเรือหนีเหมือน รอบที่แล้วเป็นอันขาด

สรุปคือ 2 ฝ่าย เคาะกันจบเสร็จสรรพ เหลือเพียงแค่ภารกิจของ “คนไกล” ที่ต้องไปต่อรองกับ “นายกฯ ปู” ซึ่งมีฝ่าย ที่ไม่เห็นด้วยกับการมาของ “บิ๊กจิ๋ว” อย่างไรก็ดี ในเมื่อเป็นโควตา “ฝ่ายความมั่นคง” ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับโควตา “ก๊วนไทยคู่ฟ้า”.. จึงมีแนวโน้มเป็น ไปได้สูงว่ารอบนี้ “พี่ชาย” จะกล่อม “น้องสาว” สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี...การปรับ ครม. หลังการปรับเล็กเฉพาะ โควตาพรรคชาติไทยพัฒนา หากมีชื่อของ “พล.อ.ชวลิต”...“ขงเบ้งแห่งกองทัพไทย” เข้าร่วมทีม “เสนาบดีปู 4” ในฐานะ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็มีแนวโน้มสูงยิ่งที่จะไป “กินรวบ” ...ควบเก้าอี้ “ว่าการกลาโหม” หากกระแสคัดค้านไม่รุนแรง เช่นที่ว่านี้ “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อาจกลายเป็น “จิ๊กซอว์” ชิ้นสุดท้าย ที่มีส่วนสำคัญยิ่งต่อกระบวน- การผลักดัน “สันติภาพ” ให้ปรากฏขึ้นใน แดนมิคสัญญี ในขณะที่ “ไฟใต้” กำลังลามเลียไปทุกหัวระแหง?!!

ที่มา.สยามธุรกิจ
//////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น