--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อะไรๆ ก็ตำรวจ !!?


อยากวิพากษ์วงการตำรวจให้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ดูเหมือน มีหลายกรณีที่ดูจะโด่งดังไปในเวลาใกล้เคียงกันจนไม่อยากให้หลุดรอดไปสักเรื่อง

เรื่องแรก กรณีตำรวจสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพชรบุรี สั่งฟ้อง 8 คนที่ ขนอาวุธเข้าไปฆ่าสัตว์ป่าในเขตอุทยานแก่งกระจานหลายข้อหา

แต่ไม่สั่งฟ้องนายตำรวจระดับสารวัตรสอบสวนคนหนึ่งที่ร่วมขบวนด้วย

ขณะที่คุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแก่งกระจาน ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุมคดีนี้ยืนยันว่าจะต้องทำตามกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชน

ยิ่งเป็นข้าราชการที่กระทำความผิดก็ต้องรักษากฎหมายให้หนักกว่าชาวบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และควรจะมีโทษหนักกว่าชาวบ้านหลายเท่าทวีคูณ

ข่าวนี้ดังครึกโครมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่า วันเวลาผ่านไปไม่นานได้เกิด ขบวนการช่วยเหลือข้าราชการบางคนให้รอดพ้นจากอาญาได้

เชื่อว่าประชาชนที่ได้รับรู้เรื่องนี้มาแต่ต้น มีความรู้สึกไม่ดีต่อวงการตำรวจ และ ให้กำลังใจข้าราชการกรมอุทยานที่กำลังท้อแท้ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ขาดจิตสำนึกของ ข้าราชการตำรวจมากกว่า

ควรที่นายตำรวจระดับผู้บัญชาการชั้นสูงสุดต้องลงไป “จัดการ” กับตำรวจที่เกี่ยวข้อง อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย “เลี้ยงตำรวจน้ำเน่า” เอาไว้ให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีวงการ ตำรวจ

โดยเฉพาะโรงพักแก่งกระจาน ได้กลายเป็น “จุดโฟกัส” กลายเป็นขี้ปากของประชาชนถ่มถุยไปทั่วประเทศอย่างช่วยไม่ได้

อย่าลืมว่า วงการตำรวจได้ปกป้องตำรวจชั่วอย่างฉาวโฉ่ไปทั้งโลก จนชาติอาหรับตะวันออกกลางพากัน “บอยคอต” ไม่รับแรงงานไทยมายาวนานนับ 20 ปี ทำให้แรงงานไทยหมดโอกาสไปแสวงหางานทำที่นั่นนับแสนคน ต้องเสียรายได้ที่คนไทยควรได้จากประเทศแถบนั้นคิดคร่าวๆ ก็หลายแสนล้านบาทมาแล้ว

ก็เพราะอำพรางคดีเพชรซาอุฯ แบบซับซ้อนซ่อนปม พยายามช่วยเหลือตำรวจที่เกี่ยวข้องกันเป็นลูกระนาด แต่ไม่อาจช่วยได้ทำให้นายตำรวจหลายคน “ติดคุกหัวโต” จนเดี๋ยวนี้

ใช่...จนเดี๋ยวนี้ ไมตรีจิตระหว่างประเทศของชาติอาหรับกับไทยก็ยังไม่ดีเป็นปกติ เพราะไปปกป้องศักดิ์ศรีตำรวจที่มีความผิดประดับวงการกากีนั่นเอง

เรื่องที่ 2 อาคารเก่าโรงพักตำรวจทั่วประเทศต้องถูกทุบทิ้งไป 396 แห่งทั่วประเทศ เพื่อหวังจะได้งบประมาณเกือบ 6,000 ล้านบาท ไปสร้างอาคารใหม่ แต่กลายสภาพเป็น “ตำรวจทุบทิ้งออฟฟิศตัวเอง” แล้วกลายเป็น “ขอทาน” ไปอาศัยบ้านพักตำรวจและสำนักงาน อบต.ของท้องถิ่นเป็นที่ทำงานอย่างทุลักทุเล

เพราะการรับเหมาที่พิลึกพิลั่นในยุคคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยมีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทนเต็มๆ มือ

ทีแรกให้มีการแยะประมูลเป็นรายภาค จู่ๆ ก็พลิกวิธีจัดจ้างให้รวมเหลือแค่รายเดียว ทั่วประเทศเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นที่มาทำให้ผู้รับเหมารายเดียวทั่วประเทศ “ทิ้งงาน”

ไม่มีใครกล้า “ฟันธง” ว่าเป็นความผิดของใคร ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่า มีบริษัทผู้รับเหมาทำสัญญาเพียงเจ้าเดียว สมควรใช้กฎหมายเล่นงานได้ แต่เพราะมี “การเมือง” เข้าไปครอบงำ ทุกอย่างจึงรอวันระเบิด

นาทีนี้เราจึงเห็นนักการเมืองและนายตำรวจชั้นสูงบางคนหลบเลี่ยงใช้ลีลาน้ำลายบิดเบือนไม่ยอมรับผิดชอบต่อผลงานที่เหลวแหลกประจานโรงพักตำรวจ เกือบ 400 แห่งทั่วประเทศ อย่างไม่น่าให้อภัยถ้าใครคิดว่าเรื่องนี้เป็นผลงานยอดเยี่ยม ประจำยุคใคร ก็ให้จำไว้ด้วยว่า ยุคไหนใครโกงใครทุจริตคิดมิชอบ “ดีแต่พูด” แก้ตัวไปวันๆ ก็ขอช่วยกันพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วยก็แล้วกัน

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่จะให้จับตาให้ดี เพราะมี 2 นายตำรวจใหญ่ลงแข่งเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.อย่างคึกคักปรากฏมีคนหนุ่มกว่าพูดจาคล่องปรื๋อ พูดเหมือนจะให้สัญญา อย่างสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายเลือกตั้ง พูดแบบ “น้ำไหลไฟดับ” จนชักไม่แน่ใจ... กับอีกคนหนึ่งอาศัยผลงานเก่า เล่าอดีตที่คิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ แต่ไม่ยอมเล่าว่า ห้วงเป็น ผู้นำสีกากีมีตำหนิอะไรให้คนเขาวิจารณ์ มัวแต่คิดเอาเองว่า “ข้าแน่”...แต่พอได้ “ดีเบต” ผู้สมัครด้วยกันก็แขวะคนอื่นเขาไปทั่ว เหมือนตัวเองดีเลิศคนเดียว

งานปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพื่อขันอาสามาทำงานให้คนเมืองหลวงของ 2 นายตำรวจใหญ่ จะทำให้วงการตำรวจมีภาพลักษณ์ดีขึ้นหรือไม่ คงอีกไม่เกิน 1 เดือน เศษๆ นี้ก็จะได้คำตอบ

แต่ระหว่างหาเสียงไม่ทันถึงวันเลือกตั้ง...ชักสังหรณ์ใจตะหงิดๆ ว่า 2 นายตำรวจใหญ่ ไม่คนใดก็คนหนึ่งอาจลดชั้นลงมาอยู่แค่ “หมู่” หรือไม่ก็ “จ่า” หรือเปล่าน้อ?

ที่มา.สยามธุรกิจ
///////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น