--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดอนเมืองบทพิสูจน์ ยุค ปชป. !!?


ทุกครั้งที่เรานั่งรถผ่านสนามบินดอนเมือง อดคิดไม่ได้ว่า ยุคหนึ่งที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ครองเมือง ได้สั่งการให้ปิดสนามบินที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ของการเดินทางทางอากาศหายไปแบบสูญเปล่า แถมต้องใช้งบรัฐคอยปัดหยากไย่ไม่ให้อาคาร และอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเสียหายเพราะทิ้งร้างอีกถึงปีละเกือบ 750 ล้านบาท

เพราะไปยกอำนาจให้นักการเมืองระดับ “ซาเล้ง” ของพรรคร่วมรัฐบาล ขณะนั้น ใช้มันสมองส่วนไหนก็ไม่รู้ “ปิดสนามบิน” เหมือนทารกไร้เดียงสา

คิดจะขายขนมก็เปิดขาย แต่พอคิดจะไม่ขาย ก็ปิดร้านเอาดื้อๆ

ผู้นำรัฐบาลขนาดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้น ไม่ทัดทาน แม้แต่จะหาทางชะลอปิดสนามบินก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด เนื่องด้วยเกรงว่า พรรคภูมิใจไทยจะงอแงไม่ร่วมรัฐบาลหรือเปล่า

หรือว่า หากปิดสนามบินด้วยเหตุผลที่ขุดมาจากหลุมไหนก็ไม่รู้ แค่พอฟัง ได้ก็ยอมตามพรรคเล็กเหมือน “งูแพ้เชือกกล้วย”

ทั้งๆ ที่อำนาจเต็มเปี่ยมอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีแท้ๆ

ดอนเมืองจึงเป็นสนามบินที่รกร้างอย่างน่าเสียดายและเสียหายยิ่ง เพื่อสนองตัณหาบางอย่างเพื่อพุ่งเป้าไปยังสนามบินแห่งใหม่ที่ฟู่ฟ่าล่าสุดอย่าง “สุวรรณภูมิ”

“เวลา” ผ่านมาถึงวันนี้ที่เป็นตัวตัดสิน ให้ผู้คนเขาเห็นและรู้ทันนักการเมืองบางกลุ่มบางพวกว่า การปิดสนามบินดอนเมืองขณะนั้น “มีวาระซ่อนเร้น” ที่เป็นผลประโยชน์ของใครบางคนไม่ใช่น้อย

เมื่อสนามบินดอนเมืองถูกเปิดใช้อีกครั้งในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฏว่าแค่ 3 เดือนแรก (ตุลาฯ-ธันวาฯ 2555) ก็เห็นตัวเลขชัดทันทีว่ามีรายได้ เกือบ 800 ล้านบาท...ประเมินกันว่ารายได้ทั้งปีน่าจะประมาณ 3,000-4,000 ล้าน บาท (ยังไม่รวมธุรกิจรอบสนามบินที่คึกคักทันตาอีกต่างหาก)

นี่ขนาดอนุญาตให้สายการบินโลว์คอสต์แค่ 3 เจ้าบริการเท่านั้น แถมยังไม่เปิดใช้ในส่วนของคลังสินค้า (Cargo) ซึ่งจะทำรายได้เพิ่มอีกมาก

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเปิดใช้เต็มอัตราศึก รับผู้โดยสารที่ปริมาณ 15-16 ล้านคนต่อปี จะมีรายได้ครบวงจรอีกมหาศาลแค่ไหน

แต่สนามบินดอนเมืองปิด 3 ปี ต้องจ่ายค่าดูแลรักษามากกว่า 2,200 ล้านบาท เสียมูลค่าเชิงพาณิชย์ที่เกิดกับสนามบินและธุรกิจภาคเอกชนรอบๆ สนามบิน ที่มีแต่กำไร ต้องสูญหายไปอย่างน่าเขกหัว

ผมไม่ใช่นักประเมินทางธุรกิจ แต่ก็มีปากถามผู้เชี่ยวชาญบางคนได้ คำตอบคือ มันมีมูลค่าไม่น้อยกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท ถ้าปิดสนามบิน 3 ปี เงินที่ควรได้ก็หายเป็นลมไป 15,000 ล้านบาท
ถามว่าคุณโสภณ ซารัมย์ เจ้ากระทรวงคมนาคมแห่งพรรคภูมิใจไทย อดีต ครูผู้ช่ำชองจากหนองหมาว้อ แกเคยประกาศรับผิดชอบแสดงความภูมิใจในผลงาน ชิ้นโบดำให้พรรคตนเองและประชาชนคนไทยสักกระผีกไหมเนี่ย

แล้วอดีตผู้นำอภิสิทธิ์ละครับ ไม่รับทราบ ไม่รู้ไม่ชี้แบบ “ใบ้กิน” หน้าตาเฉย กันเลยหรือ

หรือว่าเห็นแต่ความผิดพลาดของผู้นำคนอื่น ก็ขยันตอกย้ำเหลือเกินให้คน อื่นรับผิดชอบ

แต่ไม่เคยเห็นความผิดพลาด บกพร่องในฐานะผู้นำรัฐบาลของตนเองแม้แต่น้อยหรือว่าลืมอดีตหมดสิ้น สมอง “เออเร่อ” จำอะไรไม่ได้...เพราะแค่เรื่องโรงพัก ร้าง 396 แห่ง กับเรื่องความตายของคนไทย 90 กว่าศพในยุคที่ท่านเป็นนายกฯ ก็แทบกระอักโลหิตจะบ้าตายอยู่แล้ว

กรณีปิดสนามบินดอนเมือง จึงเป็นบทพิสูจน์การบริหารงานยุครัฐบาลอภิสิทธิ์อีกตัวอย่างหนึ่งที่คนไทยไม่ควรทำเป็นลืม แต่ต้องฉุกคิดทบทวนมากกว่า ว่า คนที่เป็นผู้นำนั้นต้องรับรู้ รับทราบและถือเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมตลอดไปในฐานะผู้อาสาเข้ามามีพันธสัญญากับประชาชน ทั้งแผ่นดินเป็นบทพิสูจน์ว่า มีความสามารถในเชิงการบริหารประเทศ รวมทั้งเป็นประวัติ ผลงานชั้นเยี่ยม หรือชั้นแย่แค่ไหน...โดยหยิบเอาไปเปรียบเทียบเป็นตัวชี้วัดในการ บริหารบ้านเมืองทั้งขนาดใหญ่ และระดับบริหารเมืองหรือมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรมจะบริหารประเทศหรือบริหารเมืองเล็กเมืองใหญ่ก็ตาม เขาไม่ได้วัดกันที่ ปากเก่งปากดีอย่างเดียวหรอกครับ!

ที่มา.สยามธุรกิจ
/////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น