--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

อังค์ถัด.ชี้ปีอันตราย แนะยกระดับการค้าภูมิภาค.......!!?


สหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ "อังค์ถัด" ระบุในรายงานการค้าและการพัฒนาประจำปี 2559 เน้นย้ำว่า ภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ดำเนินนโยบายการคลังที่ "เข้มงวด" ทำให้การฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ "อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์" พร้อมระบุว่าถึงเวลายกเครื่องนโยบายเศรษฐกิจโลกหลังตกต่ำต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ปี

และสถานการณ์เหล่านี้ก็ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่ชะลอตัวลงเช่นกัน ทำให้เกิดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของอังค์ถัดคาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้จะต่ำกว่า 2.5% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับปี 2557 และ 2558 

ขณะที่การค้าโลกเติบโตลดลงเหลือแค่ 1.5% ต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอังค์ถัดชี้ว่าหากผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถจัดการผลกระทบทางลบจากการปล่อยกลไกตลาดเสรี และหันไปใช้นโยบาย "กีดกันทางการค้า" จะยิ่งทำให้นำไปสู่วงจรแห่งความเลวร้าย ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อทุกคน 

โดยที่อังค์ถัดมองว่า ตลาดในระดับภูมิภาคและการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน ยังเปิดโอกาสสำหรับการส่งออกใหม่ ๆ แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์เชิงนโยบายที่สมดุลเพื่อส่งเสริมตลาดภายในประเทศไปพร้อมกัน

ด้านสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ยูเอ็นเอสแคป) จัดเวทีการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการค้าและการพัฒนาประจำปี 2559 ภายใต้หัวข้อ "การค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย : เวลาแห่งการปฏิบัติการ" เพื่อร่วมพูดคุยสถานการณ์และทิศทางการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาคภายใต้กรอบ "ข้อตกลงไนโรบี"

นายสมชิต อินทมิต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีความซับซ้อน และไม่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม จากเป้าหมายนำพาประเทศพ้นจากสภาวะประเทศที่มีรายได้น้อยภายในปี 2563 ทาง สปป.ลาวจึงมีกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายประการ ทั้งการกำจัดการทุจริตภาษีนำเข้าและส่งออก เน้นให้เกิดการพัฒนาจากเอกชนมากขึ้น รวมไปถึงการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติอำนวยความสะดวกทางการค้า และการจัดตั้งเว็บไซต์ www.laotradeportal.gov.la เพื่อให้ศูนย์กลางของผู้นำเข้าและส่งออกสามารถพูดคุยกันได้โดยตรง 

อย่างไรก็ตาม สปป.ลาวมีข้อจำกัดจากที่ไม่มีพรมแดนติดทะเล ดังนั้นจึงเน้นพัฒนาด้านบริการท่องเที่ยว และเปิดรับการลงทุนจากนอกประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันก็มีสายการบินต่างชาติเข้ามาลงทุน เช่น แอร์เอเชียและนกแอร์ ซึ่งจะเป็นหนทางเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจ แต่สำคัญที่สุดในการยกระดับเศรษฐกิจก็คือความร่วมมือระดับภูมิภาคและสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนทางการค้า

สอดคล้องกับความเห็นของ นายซิม โสเค็ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเทศกัมพูชา ที่ว่าความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ขณะเดียวกันกัมพูชาจะเน้นส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนมากขึ้น และจะพยายามทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคี รวมถึงการส่งเสริมการค้าการบริการ ที่ไม่ใช่เพียงบริการด้านท่องเที่ยวเท่านั้น แต่รวมไปถึงภาคการธนาคาร โทรคมนาคม ขนส่งโลจิสติกส์ ที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกัมพูชาก็มีความมุ่งมั่นที่จะพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้น้อยภายในปี 2563 เช่นเดียวกัน

ขณะที่ นางซูซาน เอฟ. สโตน ผู้แทนจากยูเอ็นเอสเคป มองว่า ภูมิภาคอาเซียนมีพลังที่จะเพิ่มห่วงโซ่คุณค่า โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญคือการกำหนดนโยบายลงทุนที่โปร่งใส และนำเอกชนมาร่วมลงทุนในตลาดโลก และแม้ สปป.ลาวและกัมพูชาจะมีรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก แต่ต้องไม่มองข้ามการพัฒนาด้านไอซีที เพราะจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาการค้าและบริการอื่น ๆ ต่อไป

สำหรับไทยในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลาง นายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ระบุถึงความช่วยเหลือที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านว่า ไทยสามารถช่วยได้ในด้านความรู้ด้านเทคโนโลยีและโนว์ฮาวที่เหมาะสมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน เหมาะสมกับการพัฒนาเศรษฐกิจด้านการเกษตรอย่างยิ่ง

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น