--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

ห้องสมุด


ทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา
กับกฎหมายการค้ามนุษย์



ทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาเป็นทฤษฎีทางนิติปรัชญาที่เน้นบทบาทความสัมพันธ์ของกฎหมายต่อสังคม เป็นการพิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ของกฎหมายยิ่งกว่าการพิจารณาแต่เนื้อหาของกฎหมายซึ่งเป็นนามธรรม และที่สำคัญเป็นการเน้นบทบาทของกฎหมายไปในทางที่จะมุ่งสร้างกฎหมายให้เป็นกลไกของการปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล


รูดอล์ฟ ฟอน เยียริ่ง (Rodolf Von Ihering) นักนิติศาสตร์ชาวเยอรมันซึ่งเป็นก่อตั้งทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาได้วางหลักพื้นฐานทฤษฎีนี้ว่า กฎหมายเป็นเพียงกลไกหรือวิธีการ (mean) ที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (end) โดยกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของสังคม และกลไกของกฎหมายมีบทบาทในการสร้างความสมดุล หรือการจัดลำดับชั้นความสำคัญระหว่างประโยชน์ของเอกชนกับประโยชน์ของสังคม

ต่อมา ลีออง ดิวกี (Leon Duguit) นักนิติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และ รอสโก พาวด์ (Ronscoe Pound) ได้วางทฤษฎีอื่นเสริมทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดย Pound สร้างทฤษฎีวิศวกรรมสังคม (Social Engineering Theory) ขึ้นจากการพิจารณาว่ากฎหมายเป็นกลไกหรือเครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อคานผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคมเพื่อให้เกิดความสมดุล เสมือนเป็นการก่อสร้างหรือกระทำวิศวกรรมสังคม และผลของการพิจารณาบทบาทของกฎหมายเช่นนี้ ทำให้มีการสร้างหรือตรากฎหมายในลักษณะเข้าไปแทรกแซงการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจหรือถ่วงดุลผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคมให้มีความเสมอภาค หรือเป็นธรรมมากขึ้น

ดังนี้ เราอาจมองทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาได้ 2 ประการ คือ

  1. ทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาเป็นทฤษฎีในแง่ต้นกำเนิด (origin) ของกฎหมายซึ่งมองว่ากฎหมายเป็นผลิตผลของสังคม และ
  2. ทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา พิเคราะห์อิทธิพลของกฎหมายที่มีต่อสังคม และกฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของสังคมหรือเป็นวิศวกรรมสังคมหรือเป็นทฤษฎีที่ใช้ในการจัดระเบียบสังคม

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ที่มีผลใช้บังคับแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่ามีผลมาจากทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา ที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมของสังคมหรือเป็นวิศวกรรมสังคมหรือเป็นทฤษฎีที่ใช้ในการจัดระเบียบสังคม กล่าวคือ ในประเทศไทย มีปัญหาการค้ามนุษย์มานานในรูปของการตกเขียว การบังคับค้าประเวณี หรือบังคับขอทาน โดยเฉพาะในปี 2546 มีผู้หญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ทั้งที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และถูกส่งออกไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันการค้ามนุษย์ ยังเปลี่ยนแปลงรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการถ่ายรูปอนาจาร หรือหลอกให้ไปแต่งงานกับชาวต่างชาติ แต่เมื่อเดินทางไปถึงประเทศปลายทางก็ถูกบังคับให้ค้าประเวณี หรือใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทั้งปัญหายังรุนแรงถึงขนาดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติไปแล้ว ประกอบกับประเทศไทยได้ลงนามในข้อตกลงเรื่องความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ (Anti Human Trafficking) จึงเป็นมูลเหตุให้มีกฎหมายการค้ามนุษย์เกิดขึ้น เพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมของสังคมหรือเป็นวิศวกรรมสังคมหรือใช้ในการจัดระเบียบสังคมตามทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาดังกล่าวแล้ว

แม้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 จะมีที่มาจากข้อตกลงเรื่องความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ (Anti Human Trafficking) แต่ก่อนหน้านี้กฎหมายการค้ามนุษย์ของไทย คือ พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 หรือ Trafficking in Woman and Children ซึ่งเป็นอนุสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศ และเปลี่ยนเป็น Trafficking in Person (TIP) กับในปัจจุบันเป็น Human Trafficking สาระสำคัญของกฎหมายเดิมจึงมุ่งแก้ปัญหาที่ต้องการขจัดการค้าหญิงและเด็ก โดยเฉพาะผู้ถูกกระทำทางเพศ หรือ Trafficking for Sexual Exploitation อีกทั้งกฎหมายก็ไม่ได้มีการกำหนดคำนิยามเกี่ยวกับเรื่องการค้าหญิงและเด็กไว้โดยชัดเจน โดยใช้เป็นองค์ประกอบความผิดมากกว่า ทำให้มีปัญหาในการตีความว่า กรณีอย่างไรถือว่าเป็นกรณีของเหยื่อจากการค้าหญิงและเด็ก และอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นอาชญากรหรือเป็นผู้กระทำผิด ทั้งการดำเนินคดีก็เป็นการดำเนินคดีแต่ละคดีแม้ว่าผู้กระทำความผิดมีมากกว่า 1 คน และมีลักษณะเป็นเครือข่ายโย่งใยเชื่อมโยงกัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้แก้ไขไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 แล้ว ดังนี้

  1. ขยายความเหยื่อหรือผู้เสียหายจากผู้หญิงและเด็ก เป็นบุคคลโดยไม่จำกัดเพศและอายุ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสังคมที่ไม่เฉพาะเพศหญิงเท่านั้นที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แต่เพศชายก็เป็นเหยื่อได้เช่นกัน
  2. กำหนดนิยามคำว่าค้ามนุษย์ไว้อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับการกระทำผิดที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
  3. กำหนดให้ผู้กระทำการค้ามนุษย์เป็นขบวนการในลักษณะองค์กรอาชญากรรม มีความผิด แม้สมาชิกองค์กรอาชญากรรมนั้นไม่ได้ลงมือกระทำผิดเอง สอดคล้องกับสภาพของการสื่อสารไร้พรมแดน ที่สมาชิกองค์กรอาชญากรรมร่วมมือกันค้ามนุษย์ในระหว่างประเทศต้นทางกับประเทศปลายทาง

อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ยังปัญหาหลายประการ ดังนี้

  1. ปัญหาด้านกฎหมาย กรณีตัดอวัยวะเพื่อการค้าโดยบุคคลที่เป็นเจ้าของอวัยวะยินยอม (ตามมาตรา 4) แม้บุคคลนั้นจะถือว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แต่ก็อาจทำให้บุคคลนั้นอาจตกเป็นผู้กระทำผิดในฐานะผู้สนับสนุนได้ (ตามมาตรา 7 (1)) ปัญหาว่า กรณีอย่างไรถือว่าเป็นกรณีของเหยื่อจากการค้ามนุษย์ และอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นอาชญากรหรือเป็นผู้กระทำผิดจึงยังคงมีอยู่เช่นเดียวกับกฎหมายเดิม และการให้บุคคลที่ขายอวัยวะโดยสมัครใจตกเป็นผู้กระทำผิดด้วยน่าจะไม่ใช่การคุมครองหรือปกป้องผลประโยชน์ของสังคม
  2. ปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อาจถูกส่งตัวไปดูแลในสถานแรกรับตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี สถานแรกรับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก หรือสถานสงเคราะห์อื่นของรัฐหรือเอกชน (ตามมาตรา 33 วรรคสอง) หรือในกรณีผู้เสียหายนั้นเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองซึ่งจะต้องถูกส่งตัวกลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่หรือภูมิลำเนา (ตามมาตรา 38) แม้จะมีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง ก็อาจทำให้สังคมเข้าใจว่า ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ คือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้วย
  3. แม้ผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อาจถูกเรียกค่าสินไหมทดแทน (ตามมาตรา 35) ให้แก่ผู้เสียหาย แต่ก็อาจเป็นจำนวนเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์หรือผลกำไรที่ผู้กระทำความผิดได้มาจากการค้ามนุษย์ ในขณะเดียวกันการช่วยเหลือผู้เสียหายในเรื่องอาหาร ที่พัก การรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ การให้การศึกษา การฝึกการอบรมฯ (ตามมาตรา 33) การคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้เสียหาย (ตามมาตรา 36) และการช่วยเหลือผู้เสียหายในต่างประเทศให้เดินทางกลับประเทศ (ตามมาตรา 39) กลับเป็นเงินทุน เงินอุดหนุนจากงบประมาณ และเงินที่มีผู้บริจาค ซึ่งเสมือนกับรัฐและผู้บริจาคเงินถูกลงโทษด้วย ผู้กระทำความผิดหาได้รับผิดชอบในส่วนนี้แต่อย่างใด เท่ากับว่าผู้กระทำความผิดเบียดบังเอาผลประโยชน์ของสังคมหรือผลประโยชน์ของผู้กระทำความผิดอยู่เหนือผลประโยชน์ของสังคม
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ของ มัลคัม โนลส์
Andragogy Theory of Malcolm Knowles
ดร. อรทัย ศักดิ์สูง

การเรียนรู้ของผู้ใหญ่แตกต่างจากการเรียนรู้ของเด็ก เพราะผู้ใหญ่มีประสบการณ์ มากกว่า ดังนั้นการเรียนการสอนต้องยึดหลักให้ตอบสนองต่อธรรมชาติของผู้ใหญ่ นั่นคือต้องรู้ หลักการศึกษาผู้ใหญ่ ซึ่งโนลส์ (Knowles, 1980) เรียกวิชาการศึกษาผู้ใหญ่นี้ว่า แอนดราโกจี (Andragogy) และ อาชัญญา รัตนอุบล (2542) ได้ให้คำนิยามไว้ว่าเป็น “ ศิลป์และศาสตร์ในการช่วยให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้ ” ซึ่งประกอบด้วย 1) มโนทัศน์ของผู้เรียน(Self –concept) ผู้ใหญ่จะมีลักษณะที่เติบโต ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีวุฒิภาวะสูง มโนทัศน์ต่อตนเอง จะพัฒนาจากการพึ่งพาผู้อื่นไปเป็นการนำตนเอง เป็นตัวของตัวเอง 2)ประสบการณ์ของผู้เรียน(Experience) ผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะมากขึ้น มีประสบการณ์อย่างกว้างขวางที่จะเป็นแหล่งทรัพยากรอันมีค่าของการเรียนรู้ ขณะเดียวกันก็จะมีพื้นฐานเปิดกว้างที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ 3) ความพร้อมที่จะเรียน(Readiness) ผู้ใหญ่มีความพร้อมที่จะเรียน เมื่อรู้สึกว่าสิ่งนั้น “จำเป็น” ต่อบทบาทและสถานภาพทางสังคมของตน และ 4) แนวทางการเรียนรู้ (Orientation to learning) ผู้ใหญ่จะยึดปัญหาเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ มุ่งนำความรู้ไปใช้ทันที

วิธีสอนผู้ใหญ่ตามหลักการศึกษาผู้ใหญ่ (Andragogy)
ทฤษฎี แอนดราโกจี (Andragogy) ของ มัลคัล โนลส์ ได้กำหนดขึ้นตอนวิธีการสอนผู้ใหญ่ ดังนี้ (Malcolm S. Knowles, 1980)

มโนทัศน์ของผู้เรียน (Self – concept) ประกอบด้วย

การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้
การวิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้
การวางแผนร่วมกัน
การนำประสบการณ์การเรียนรู้มาใช้ในการเรียนการสอน
การประเมินผลการเรียนรู้
ประสบการณ์ของผู้เรียน (Experience) ประกอบด้วย

ความสำคัญของการนำประสบการณ์มาเป็นเทคนิคในการเรียนการสอน
ความสำคัญของการนำประสบการณ์ไปปฏิบัติ 3. การเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์
ความพร้อมที่จะเรียน (Readiness) ประกอบด้วย

เวลาในการเรียนรู้
การจัดกลุ่มผู้เรียน
แนวทางการเรียนรู้ (Orientation to learning)

แนวทางการเรียนรู้ของผู้ใหญ่
แนวทางการเรียนรู้ของหลักสูตร
การออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้
ทฤษฎี แอนดราโกจี(Andragogy) ของ มัลคัล โนลส์ เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ วิธีการหนึ่งที่ช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้ใหญ่

อ้างอิง

อรทัย ศักดิ์สูง. การวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างทฤษฎี แอนดราโกจี (Andragogy) ของ มัลคัล โนลส์ กับวิธีการสอนในหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง ของสถาบัน พัฒนาผู้บริหารการศึกษา วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาการศึกษานอก โรงเรียน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543
อาชัญญา รัตนอุบล. เงื่อนไขการเรียนรู้ของผู้ใหญ่และแนวทางการสอนผู้ใหญ่. ภาควิชาการศึกษา นอกโรงเรียน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542 (อัดสำเนา)
Knowles, Malcolm S. The Modern Practice of Adult Education : From Pedagogy to Andragogy. New York: Cambridge, The Adult Education Company, 1980.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
NGOs เอ็นจีโอ กับ สังคมไทย

เวลานี้คำว่า “เอ็น จี โอ” ได้ถูกนำมาใช้กันจนเกร่อ และมีหลายต่อหลายครั้งที่คำว่า “เอ็น จี โอ” นี้ได้ถูกใช้ในลักษณะที่แสดงความเกลียดชัง ใช้แทนกลุ่มผู้ที่ต้องการประนามแสดงความหยามเหยียดต่าง ๆ แม้กระทั่งระบุไปเลยว่าเป็นผู้ต่อต้าน ขัดขวางความเจริญด้านต่าง ๆ ของประเทศ เป็นผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ และอาจเลยไปจนถึงการกล่าวหาว่า “เอ็น จี โอ” ที่พูดถึงนี้เป็นพวกที่ไปรับเงินรับทองมาจากต่างชาติเพื่อคัดค้านโครงการต่าง ๆ ของชาติ เสมือนเป็นกลุ่มของผู้ทรยศหรือเนรคุณต่อบ้านเมืองก็ยังเคยมี ทำให้ผู้ที่มิได้เข้าใจถึงคำว่า “เอ็น จี โอ” อย่างแท้จริงต่างเหมาเอาว่าพวก “เอ็น จี โอ” ทั้งหลายเป็นกลุ่มพวกที่เลวร้าย สร้างปัญหาอยู่เป็นประจำ

เอ็น จี โอ ย่อมาจากภาษาอังกฤษ Non-governmental Organization (NGO) หมายความถึงกลุ่มคนกลุ่มใดก็ได้ที่รวมตัวกันประกอบกิจกรรมเพื่อส่วนรวม จะเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ แต่พวกนี้มิใช่ทำกิจกรรมนั้น ๆ ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถึงแม้ว่าความหมายนี้จะกว้างขวางมาก กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นพวกที่รวมตัวกันเพื่อทำประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่การรวมตัวกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มของตน ซึ่งนั่นจะเป็นแบบอย่างของธุรกิจ บางครั้งในภาษาไทยจึงเรียกกันว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน” หรือ “องค์กรเอกชน” โดยอาจตั้งเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ดูเรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเป็นกลุ่มใหญ่ ทำเรื่องใหญ่ ๆ ระดับชาติก็ได้ บางกลุ่มอาจถือว่าเป็นงานประเภท “อาสา” เข้ามาทำ จึงไม่สนใจว่าจะต้องไปจดทะเบียนอย่างเป็นทางการให้เป็นที่ยอมรับ เพราะการทำดีทำประโยชน์ไม่จำเป็นต้องไปประกาศให้ใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ ในขณะเดียวกันรัฐก็เปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนเป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันการขัดแย้งกันในภายหลัง เพราะเมื่อรวมตัวทำงานที่มีประโยชน์อาจมีคนสนใจช่วยบริจาคเงินให้มาทำงาน หากมีเงินมาก ๆ เข้าหรือมีทรัพย์สินอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นก็จะต้องมีกฎเกณฑ์ทำเพื่อมิให้เกิดมีการฉกฉวยไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เกิดการบาดหมางกันขึ้นได้ จึงเปิดให้มีการจดทะเบียนพร้อมทั้งมีธรรมนูญขององค์กรนั้น ๆ อย่างชัดเจนในการดำเนินการ บางกลุ่มอาจไม่อยู่ในสถานะที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยทำบัญชี คอยจัดการรายงานต่อทางการได้ตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ พวกเหล่านี้ก็อาจรวมตัวกันช่วยกันทำ เชื่อใจกัน หวังผลแต่การช่วยเหลือผู้อื่น จึงไม่สนใจการจดทะเบียน เพราะถือว่าคล่องตัวกว่าในการทำงาน บางครั้งจึงถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มเถื่อน แต่พวกนี้ก็ได้ทำประโยชน์ให้สังคมเป็นอันมาก ดังนั้น เอ็น จี โอ จึงมีความหลากหลายมาก

มักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอ ๆ ว่า พวก เอ็น จี โอ เอาเงินจากไหนมาดำเนินการ เรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับ เอ็น จี โอ แต่ละกลุ่ม บางกลุ่มตั้งขึ้นมาโดยอาศัยบรรดาผู้ที่มีความคิดเห็นเหมือน ๆ กัน จะมีความตั้งใจที่จะรวมกันเพื่อช่วยทำกิจกรรมบางอย่างที่คนในกลุ่มนั้นมีความเชื่อว่าจำเป็นต้องทำ แต่ยังไม่เห็นมีใครเหลียวแล ดังนั้นพรรคพวกในกลุ่มนี้จึงอาจช่วยกันบริจาคเงินลงขันมาไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมของกลุ่ม การดำเนินการแบบนี้มีอยู่มากทีเดียว ซึ่งผู้ลงมือดำเนินการเองควักกระเป๋าตัวเองเพื่อช่วยทำให้งานที่จำเป็นนั้น ๆ เกิดขึ้นและลุล่วงไปตามเป้าหมาย ปกติก็มักมีอยู่ในกลุ่ม เอ็น จี โอ ที่ไม่ใหญ่นัก และไม่จดทะเบียน เนื่องจากไม่เห็นความสำคัญหรือประโยชน์จากการที่จะไปจดทะเบียนต่องานที่ต้องการทำ จึงไม่ต้องการและไม่มีความจำเป็นต้องไปจดทะเบียน

เอ็น จี โอ จำนวนมากซึ่งมักเป็นกลุ่มค่อนข้างใหญ่นั้น มีขอบเขตของงานกว้างขวางขึ้น พวกนี้มักได้รับเงินทุนสำหรับการดำเนินการจากการรับบริจาค พวกมูลนิธิต่าง ๆ ก็เช่นกันเป็นกลุ่มที่ต้องการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าเป็นมูลนิธิฯ ก็ย่อมจะมีกองทุนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแล้ว แต่เงินที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยของเงินทุนก่อตั้งแล้วก็มักจะเป็นเงินที่ได้มาจากการบริจาค ซึ่งในกรณีที่เป็นองค์กรที่จดทะเบียนเหล่านี้ ตามกฎหมายต้องทำบัญชีการเงินอย่างถูกต้อง และยื่นต่อทางการทุกปีอยู่แล้ว จึงสามารถตรวจสอบการใช้เงินได้อย่างชัดเจน

ต่อกรณีที่มักมีผู้แสดงความเห็นเชิงการแสดงความไม่พอใจว่าพวก เอ็น จี โอ รับเงินต่างชาติแล้วมาต่อต้านขัดขวางการพัฒนาประเทศ และบางครั้งถึงขนาดมีการกล่าวหาว่าไปรับเงินเขาในทำนองรับจ้างมาเพื่อทำให้โครงการดี ๆ ในประเทศไม่มีโอกาสเกิด ซึ่งนับเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงและน่าเกลียดมาก บางครั้งก็กล่าวหาว่าบรรดา เอ็น จี โอ นั้นพยายามหาเรื่องคัดค้าน ต่อต้าน เพื่อให้เห็นว่ามีผลงานจะได้ใช้เป็นการอ้างถึงเพื่อขอเงินอุดหนุนจากต่างชาติ ซึ่งความจริงข้อกล่าวหาทั้งหลายนี้เป็นการแสดงความมีอคติต่อการทำงานของ เอ็น จี โอ ส่วนใหญ่อย่างไม่เป็นธรรม แม้อาจจะมี เอ็น จี โอ บางส่วนที่มักมีกิจกรรมที่ทำให้เข้าใจเอาว่าเป็นการต่อต้านอยู่ตลอดมาก็ตาม ผู้ที่เป็น เอ็น จี โอ จริง ๆ นั้นต่างทุ่มเทในการทำงานตามส่วนที่ตัวเองเกี่ยวข้องอยู่อย่างเต็มสติกำลัง ดังนั้นความรู้สึกที่ฝังลึกกับงานที่ตนทำจึงทำให้เกิดอารมณ์เสมือนหนึ่งความไม่ยุติธรรมหรือความยากลำบากทั้งหลายกำลังเกิดขึ้นกับตนเองด้วย ดังนั้นในบางครั้งจึงอาจแสดงออกทางอารมณ์และทำให้ความมีเหตุมีผลลดลงไปได้ แต่โปรดอย่าได้กล่าวหาว่าเขาทำไปเพราะต้องการขัดขวางความเจริญของบ้านเมืองเลย บ้านเมืองไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็นต่างหากจึงทำให้พวกเขาเกิดความ รู้สึกเดือดร้อนและมองภาพในแง่ลบมากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าการต่อต้านของ เอ็น จี โอ บางกลุ่มอาจจะมีข้อมูลในด้านต่าง ๆ ไม่เพียงพอ แต่ได้เห็นความเดือดร้อนความยากจนของชาวบ้าน รวมทั้งความไม่ยุติธรรมทั้งหลายทั้งปวง จึงฝังใจอยู่กับความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ดังนั้นจึงอาจมองภาพในแง่ลบ ขาดความไว้ใจในผู้อื่น ทำให้มีทีท่าของการต่อต้านตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะ เอ็น จี โอ จะต้องแน่ใจในข้อมูลและความถูกต้องต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ แนะนำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชาวบ้านได้อย่างถูกต้อง หากใช้อารมณ์และความรู้สึก ความคิดอ่านต่าง ๆ ที่เสนอแนะต่อชาวบ้านอาจจะไม่ถูกต้องได้

กระนั้นก็ตามงานของ เอ็น จี โอ ส่วนมากเป็นลักษณะของการปิดทองหลังพระ ซึ่งมีเป้าหมายในการดำเนินการเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามที่เป็นประโยชน์ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รูปแบบของการดำเนินงาน และวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกันไป แม้มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าควรให้มีการรวมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะ เอ็น จี โอ ย่อมมีความหลากหลาย เพราะปัญหาแตกต่างกัน เป้าหมายในการทำงานของแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกัน จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการรวมกัน ความจริงความหลากหลายคือความแข็งแกร่งในการให้การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปได้อย่างทั่วถึง และลงไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างถี่ถ้วน

เมื่อถามว่าการรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติเลวร้ายนักหรือ ซึ่งแน่นอนหากรับเงินมาเพื่อบ่อนทำลายความเจริญของชาติจริง ก็ผิดแน่และไม่ควรปล่อยเอาไว้ด้วย ต้องเอามาลงโทษ แต่ปัจจุบันมีองค์กรนานาชาติเป็นจำนวนมากที่มีทุนให้กับ เอ็น จี โอ ในประเทศที่กำลังพัฒนาให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ตามที่องค์กรหลักกำลังรณรงค์เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาในระดับโลกร่วมกัน ทำไมจะรับทุนจากผู้ที่หวังดีต่อโลกเหล่านี้ไม่ได้ รัฐเองก็รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ เช่นนี้จะถือว่ารัฐทำไม่ถูกต้องด้วยหรือไม่ ความจริงเป็นการสมควรเสียด้วยซ้ำไปที่จะให้บรรดาผู้คนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นผู้เอาทรัพยากรต่าง ๆ ของโลกไปใช้กันอย่างมากมาย จนเกิดความเดือดร้อนในระดับโลกขึ้นเช่นในปัจจุบัน และทรัพยากรส่วนมากที่ใช้ก็ไปจากประเทศกำลังพัฒนานั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่คนจากประเทศที่พัฒนาทั้งหลายจะต้องร่วมกันเสียสละเงิน แล้วส่งมาให้ดำเนินการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศกำลังพัฒนานั้นได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และอะไรก็ตามที่ต้องทำในประเทศกำลังพัฒนาก็ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศพัฒนาแล้วด้วย เพียงแต่จะต้องเลือกดูให้ชัดเจนว่าการช่วยเหลือให้ทุนนั้นเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาหรือมีสิ่งแอบแฝง เพื่อการตัดสินใจรับหรือไม่รับความช่วยเหลือนั้นได้ถูกต้อง

สิ่งที่ควรยกมาวิเคราะห์ในเรื่องการต่อต้านนี้มีหลายประเด็นด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับ เอ็น จี โอ ทั้งนี้เพื่อให้ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันมีมากเหลือเกินนี้ ลดความรุนแรงลง เพราะสภาพสังคมไทยปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก ยิ่งปล่อยไว้นานความฝังใจว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง ยิ่งทำให้ไม่สามารถยอมรับความคิดอื่นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์หาวิธีแก้ไข

สิ่งแรกที่ควรเรียกร้องคือเรื่องของการทำความจริงให้ปรากฏ นักวิชาการที่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ จริงซึ่งก็มีอยู่มากมายตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ น่าที่จะต้องแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการสู่สาธารณชนในฐานะที่อยู่ในสถาบันการศึกษา การให้บริการสังคมโดยบริสุทธิ์ ไม่มีใครมาจ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีความสับสนและตนเองมีความรู้ต้องออกมาให้ความคิดเห็นที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขมิให้ความไม่รู้จริงนำไปสู่ความเชื่อที่ผิด ๆ และกลายเป็นปัญหาของความขัดแย้ง แต่ที่ต้องระวังคือนักวิชาการที่ออกมาให้ความคิดเห็นนั้นต้องให้ความคิดเห็นเฉพาะในสิ่งที่ตนเองมีความรู้จริง หากตนเองมีความเชี่ยวชาญทางสาขาอื่น แต่ต้องการแสดงความคิดของตนเกี่ยวกับเรื่องซึ่งไม่ใช่ความชำนาญทางวิชาการของตน ต้องทำให้ชัดเจนต่อสังคมว่าที่แสดงความคิดออกมาเช่นนั้นเป็นเพียงมุมมองตามความรู้สึก แต่ไม่ใช้ความคิดอ่านที่มีข้อมูลและความรู้จริงอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะแสดงความห่วงใย การแสดงแนวคิดของตนเองตามความรู้สึกที่ตนเองกลั่นกรองมานั้น ต้องทำให้ชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูล แต่เป็นเพียงความคิดเห็นของตนเท่านั้น เพราะนักวิชาการหลายต่อหลายคนมีผู้คนศรัทธาในความคิดอยู่แล้ว หากพูดอะไรมาคนก็จะเชื่อ เมื่อไม่ใช่ในสาขาที่ตนเองรู้ดีแล้วความคิดเห็นที่แสดงออกมาอาจไม่ถูกต้องทีเดียวก็ได้ แต่อาจมีผู้เชื่อ ถ้ามีผู้เชื่อความเสียหายก็จะเกิดต่อไปได้

ประเด็นที่สองคือภาครัฐ ซึ่งมักจะเฉยเมินในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อมีผู้เดือดร้อน หากร้องเรียนมาตามปกติก็มักจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไร แต่ถ้ามีการแสดงความรุนแรงมากขึ้น เช่น จับกลุ่มกันให้ใหญ่ขึ้น มีการปิดถนน ประท้วงยืดเยื้อ ทำท่าทีรุนแรง ฯลฯ จนกระทั่งเป็นข่าวเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจมากขึ้น ถึงเวลานั้นภาครัฐจึงมักจะโดดลงมาแก้ปัญหา เท่ากับเป็นการสอนผู้ประท้วงทั้งหลายว่าต้องใช้ความรุนแรงหรือมีทีท่าข่มขู่ รัฐจึงจะรีบจัดการ ดังนั้นผู้ประท้วงจึงหาทางทำวิธีการที่ทำให้เป็นข่าว หรือให้มีผู้เดือดร้อนมาก ๆ เดี๋ยวรัฐก็จะเข้ามาแก้ไข ความเฉยเมยเช่นนี้ต้องปรับเปลี่ยน ต้องถือว่าเรื่องที่มีผู้เดือดร้อนก็ต้องรีบมาให้การเอาใจใส่ และรีบปรับปรุงสภาพเพื่อให้พันสภาพเดือดร้อนนั้น อย่ารอจนเรื่องบานปลาย

เอ็น จี โอ เองก็ต้องมีการทบทวนดูบทบาทของตนเองกันบ้าง เอ็น จี โอ ที่ทำทุกอย่างดี ถูกต้อง ได้ผลอยู่แล้ว ย่อมเป็นตัวอย่างของ เอ็น จี โอ อื่น ๆ ได้ แต่ เอ็น จี โอ ซึ่งยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่าการเป็น เอ็น จี โอ นั้นต้องหาเรื่องประท้วง ซึ่งลึก ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องคือเป็นการไปสอดส่องดูว่ามีอะไรที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แล้วขุดคุ้ยขึ้นมาตีแผ่ มิฉะนั้นความบกพร่องต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกซ่อนอยู่กับโครงการต่าง ๆ ยากที่จะเห็นได้ แต่การนำมาตีแผ่และกลวิธีในการดำเนินการนั้นต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ที่คนอื่น ๆ เขาจะมอง การแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรงนั้นไม่ถูกต้องและมักไม่ประสบความสำเร็จ แต่ต้องใช้ข้อมูลและเหตุผลที่ถูกต้องเป็นเครื่องชี้ หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าผู้อ้างตัวว่าเป็น เอ็น จี โอ นั้นก็มีหลายรูปแบบ ส่วนมากเป็นพวกต้องการช่วยแก้ปัญหาด้วยความตั้งใจจริง ต้องการทำประโยชน์ให้สังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันได้มีรูปแบบแบบอื่น ๆ เกิดขึ้นอีกมาก เพราะกระแสความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยนั้นสูงขึ้นมาก จึงมีหลายคนที่เข้ามาเป็น เอ็น จี โอ เพราะอยากมีชื่อเสียง ถ้าต้องการได้ชื่อเสียงด้วยการทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ามีสิ่งแอบแฝงก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะบางคนอยากมีหน้ามีตา ไม่สนใจในเรื่องงานเสียสละเหล่านี้เท่าใดนัก บางคนอยากใช้งานของการเป็น เอ็น จี โอ ให้ได้การยอมรับจากชาวบ้านเพื่อเป็นแนวทางเข้ามาสู่วงการเมือง เป็นต้น พวกเหล่านี้อาจทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ต้องการทำดีร่วมกันเสียหายไปด้วย

มีหลายต่อหลายครั้งที่ เอ็น จี โอ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการพิจารณาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยความไม่แน่ใจว่าหากเข้าร่วมแล้วอาจถูกถือว่าไปร่วมพิจารณาแล้วจะถูกมัดมือให้การสรุปเป็นไปตามที่มีผู้ต้องการ โดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านหรือ เอ็น จี โอ ที่เข้าไปร่วม ซึ่งแนวคิดนี้ต้องปรับเปลี่ยน การขัดแย้งจะไม่มีทางแก้ได้เลยถ้าไม่พิจารณากันด้วยเหตุผลและด้วยข้อมูล ทุกฝ่ายที่นำเสนอข้อมูลจะถูกตรวจสอบได้โดยผู้รู้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ ต้องมีความจริงใจซึ่งกันและกัน มีการพิจารณาอย่างโปร่งใส ข้อมูลถูกตรวจสอบได้ และก็ต้องได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องด้วยเหตุผล ถ้าไม่เชื่อข้อมูลก็ต้องมีข้อมูลที่ดีกว่ามาหักล้าง จะอ้างเอาลอย ๆ ว่าข้อมูลที่เอามาใช้เป็นข้อมูลไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูก เพราะทุกฝ่ายต้องหักล้างกันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง ไม่ใช่คิดเอา คาดเดาเอา เมื่อเราสามารถจะนั่งลงถกเถียงกันด้วยเหตุผล ด้วยข้อมูล ซักไซ้กันได้ ย่อมจะเป็นวิธีการดีที่สุดที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่การแก้ปัญหาจะเกิดไม่ได้เลยหากแต่ละฝ่ายยังคงดึงดันว่าตนเองถูก คนอื่นผิด และไม่ยอมรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมากคือการไม่ทำการตามข้อตกลงเมื่อมีการเจรจากันด้วยเหตุผลแล้ว หากฝ่ายที่ต้องปรับแก้ไม่ทำตามมติ อีกฝ่ายหนึ่งก็รับไม่ได้ ฝ่ายคัดค้านเมื่อตกลงแล้วก็ต้องยอมให้เป็นไปตามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝ่ายรัฐหรือฝ่ายผู้ประกอบการก็ต้องยึดมั่นในข้อตกลง ประวัติในอดีตมักสร้างความไม่มั่นใจให้กับการตกลงในปัจจุบัน เพราะปรากฏอยู่บ่อย ๆ ว่าเมื่อตกลงกันได้แล้ว การติดตามช่วยเหลือแก้ไขสภาพตามที่ตกลงไว้เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัตินั้นมักจะล่าช้า หรือปฏิบัติไม่ตรงตามที่ตกลงไว้ โดยมักถือว่าได้เปรียบแล้ว จะทำอย่างไรก็ได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอาย ปราศจากคุณธรรม ซึ่งสร้างความไม่ไว้วางใจในการตกลงในเรื่องอื่น ๆ ต่อมา ส่วนทางฝ่าย เอ็น จี โอ การตัดสินใจต่าง ๆ ในการยอมรับวิถีทางเลือกต่าง ๆ นั้นต้องให้เป็นของชาวบ้านเอง หรือผู้เดือดร้อนเอง เอ็น จี โอ เพียงแต่ให้คำปรึกษาในด้านข้อมูลที่ถูกต้อง มีที่มาที่ไป ซึ่งเอามายืนยันกับอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปให้ความเห็นแทรกแซงการตัดสินใจของชาวบ้าน เอ็น จี โอ ต้องให้แต่เหตุผลและต้องไม่สร้างความกดดันให้กับการตัดสินใจของชาวบ้าน หากทุก ๆ ฝ่ายพยายามช่วยขจัดความขัดแย้งและปกป้องผลชาวบ้านไม่ให้เสียเปรียบได้นั้นคือการช่วยนำบ้านเมืองไปสู่สภาพ-การณ์ที่ดีขึ้น

ดร. สุรพล สุดารา
ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร 2544-2547
******************************************************************
เส้นทางวรรณกรรมเพื่อชีวิต
วรรณกรรมเพื่อชีวิตช่วงปี 2492-2495

จุดเริ่มของ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” น่าจะมาจากแนวคิดเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต” ซึ่งนำเสนอโดย อัศนี พลจันทร (อินทรายุทธ, นายผี) และอุดม สีสุวรรณ (พ.เมืองชมพู, บรรจง บรรเจิดศิลป์) ทั้งสองเสนอแนวคิดเรื่องนี้ในบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสารชั้นนำในขณะนั้น “อินทรายุทธ” เสนอความคิดในอักษรสาส์นรายเดือน ในปิตุภูมิและมหาชน เขาวิจารณ์วรรณคดีไทยโบราณหลายเรื่อง โดยยึดหลักการว่ากวีต้องอยู่เคียงข้างประชาชน และวรรณคดีต้องนำเสนอความเป็นจริงแห่งชีวิต และสังคม ส่วน พ.เมืองชมพู ยืนยันโดยหนักแน่นว่า “ศิลปะเพื่อศิลปะ” ไม่มี และก็ไม่อาจมี มีแต่ “ศิลปะเพื่อชีวิต” เพราะศิลปะกำเนิดจากชีวิตและเกี่ยวพันกับชีวิต

“ชมรมนักประพันธ์” ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม ปี พ.ศ.2493 โดยการริเริ่มของมาลัย ชูพินิจ (แม่อนงค์) ชมรมนี้จัดประชุมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ่อยครั้ง ด้วยหัวข้อที่เกี่ยวกับการประพันธ์ ครั้งหนึ่งมีการเสนอคำว่า “ศิลปะเพื่อชีวิต” เข้าสู่วงอภิปราย นักเขียนเพื่อชีวิตในยุคแรกหลายคนได้แสดงจุดยืนและอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์วรรณกรรม เช่น อิศรา อมันตกุล ประกาศว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ให้ยาพิษแก่ประชาชน” ศรีบูรพา ตั้งคำถามว่า “จะใช้ศิลปะเพื่อให้เป็นคุณกับคนส่วนมากหรือเป็นคุณกับคนส่วนน้อย” และกล่าวว่า “ทำอย่างไรจึงจะทำให้ศิลปะนั้นเป็นประโยชน์แก่ชีวิตมนุษย์อย่างไพศาลที่สุดที่จะเป็นได้” การอภิปรายของ “ชมรมนักประพันธ์” น่าจะจุดประกายความคิดสร้างจิตสำนึกแก่นักประพันธ์รุ่นใหม่ในยุคนั้นไม่น้อย

ในช่วงนี้มีวรรณกรรมเพื่อชีวิตเกิดขึ้นมากมาย ประเภทนวนิยาย, เรื่องสั้น, กวีนิพนธ์ ที่เด่นๆ มี กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) เขียน นักบุญจากชานตัน ขอแรงหน่อยเถอะ เรื่องสั้น จนกว่า เราจะพบกันอีก นวนิยาย, อุดม อุดาการ (อ.อุดาการ) เขียน บนผืนแผ่นดินไทย เรื่องสั้น, อัศนี พลจันทร (นายผี) เขียน อีศาน กวีนิพนธ์, อิศรา อมันตกุล เขียน เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี กวีนิพนธ์, เสนีย์ เสาวพงศ์ เขียน ความรักของวัลยา นวนิยาย, ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ เขียน แผ่นดินนี้ของใคร นวนิยาย, ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (อุชเชนี) เขียน บทกวีใน “ขอบฟ้าขลิบทอง” และ “ดาวผ่องนภาดิน” กวีนิพนธ์

นอกจากนี้ยังมีกวีนิพนธ์ของเปลื้อง วรรณศรี และทวีป วรดิลก (ทวีปวร)

หนังสือสารคดีมี เดชา รัตนโยธิน เขียน วิวัฒนาการทางสังคม อุดม สีสุวรรณ (อรัญญ์ พรหมชมภู) เขียน ไทยกึ่งเมืองขึ้น, อุดม สีสุวรรณ (บรรจง บรรเจิดศิลป์) เขียน ชีวิตกับความใฝ่ฝัน, สุภา สิริมานนท์ เขียน แคปิตะลิสม์

นอกจากนี้ยังมี “รวมปาฐกถาภาคฤดูร้อน พ.ศ.2495” ซึ่งมีบทความเด่นๆ เช่น “ฐานะของสตรีตามที่เป็นมาในประวัติศาสตร์” ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ และ “การประพันธ์และสังคม” ของเสนีย์ เสาวพงศ์

ช่วงนี้คือช่วงผลิบานของวรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคแรก

กบฏสันติภาพ
เกิดรัฐประหารเงียบในปลายปี 2494 มีการคุกคามเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ นักเขียน, นักหนังสือพิมพ์จึงรวมตัวกันตั้ง “คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพหนังสือพิมพ์” เพื่อต่อต้านการคุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชน พร้อมกับเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ ต่อต้านสงครามเกาหลี วันที่ 10 พฤศจิกายน 2495 รัฐบาลกวาดล้างจับกุมนักเขียนหนังสือพิมพ์ที่ร่วมชุมนุมกัน ข้อหากบฏภายในราชอาณาจักร พร้อมกันนั้น มีการกวาดล้างกลุ่มการเมืองอื่นๆ เช่น ขบวนการกู้ชาติ ขบวนการสันติภาพ การกวาดล้างจับกุมครั้งใหญ่นี้ มีผู้ถูกจับกุมนับร้อยคน ทั้งนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักศึกษา ประชาชน รัฐบาลใช้พระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2495 มีผลให้รัฐบาลโยงข้อหาผู้ถูกจับกุมเข้ากับพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยการกวาดล้างฝ่ายต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า “กบฏสันติภาพ” หรือ “กบฏ 10 พฤศจิกา” ผู้ที่ถูกจับกุมได้แก่ ศรีบูรพา อารี ลีวีระ (ต่อมาถูกตำรวจของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ยิงทิ้งอย่างเหี้ยมโหด) สุภา สิริมานนท์ อุทธรณ์ พลกุล เปลื้อง วรรณศรี นเรศ นโรปกรณ์ สุพจน์ ด่านตระกูล เป็นต้น ต่อมาผู้ถูกจับกุมเหล่านี้ได้รับ นิรโทษกรรม ในปี พ.ศ.2500 เนื่องในโอกาสฉลองปีกึ่งพุทธกาล

สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตจึงชะงักงันไปโดยปริยายชั่วขณะหนึ่ง
วรรณกรรมเพื่อชีวิตช่วง พ.ศ.2495-2501

แม้จะถูกกวาดล้างกรณี “กบฏสันติภาพ” นักเขียนยังผลิตวรรณกรรมเพื่อชีวิตออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ศรีบูรพา” สร้างงานจากคุกบางขวาง “แม่” ของ แม็กซิม กอร์กี้ เรื่องแปล “แลไปข้างหน้า” นวนิยาย “อาชญากรผู้ปล่อยนกพิราบ” กลอนเปล่า

เสนีย์ เสาวพงศ์ เขียน “ปีศาจ” “ล่องใต้” (นวนิยายการปฏิวัติในละตินอเมริกา) นวนิยาย

ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ เขียน “เมืองทาส” “โศกนาฏกรรมของสัตว์เมือง” นวนิยาย

สด กูรมะโรหิต เขียน “ระย้า” “เลือดสีแดง” “ เลือดสีน้ำเงิน” นวนิยาย

อิศรา อมันตกุล เขียน “ธรณีประลัย” นวนิยาย

สุวัฒน์ วรดิลก เขียน “หลั่งเลือดลงโลมดิน” (แรงบันดาลใจจากบทกวี “อีศาน” ของนายผี) นวนิยาย “เทพเจ้า” เรื่องสั้น

เดชะ บัญชาชัย เขียน “ประวัติจริงของอาคิว” เรื่องแปล

รุ่งแสง เขียน “ลุ่มแม่น้ำวอลก้า” “รวมเรื่องสั้น แม็กซิม กอร์กี้” เรื่องแปล

สุภา สิริมานนท์ เขียน “คอรัปชั่นในวงการหนังสือพิมพ์” บทความ

นวชน เขียน “หลู่ซิน” เรื่องแปล

คำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม) เขียน “ฟ้าบ่กั้น” รวมเรื่องสั้น

อัศนี พลจันทร (นายผี), (อินทรายุธ) เขียน “เราชนะแล้ว แม่จ๋า” “โคลงกลอนของ นายผี” “ศิลปาการแห่งกาพย์กลอน” กวีนิพนธ์

อุชเชนี และนิด นรารักษ์ เขียน “ขอบฟ้าขลิบทอง” รวมบทกวีนิพนธ์

ปี พ.ศ.2498 จิตร ภูมิศักดิ์ (ทีปกร) ได้เขียนบทความขนาดยาวอันลือลั่น 4 ตอน อะไรหนอที่เรียกว่าศิลปะ, ศิลปะบริสุทธิ์มีจริงแท้หรือไฉน, ที่ว่า “ศิลปะเพื่อศิลปะ” นั้นคืออย่างไรกันแน่หนอ และ “ศิลปะเพื่อชีวิต” ความหมายแท้จริงของมันเป็นไฉน ในปี พ.ศ.2500 จิตร ยังมีบทความ “ศิลปะเพื่อประชาชน” ออกมาอีก บทความทั้งห้าตีพิมพ์เป็นเล่มเดียวกันชื่อ “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ในปี พ.ศ.2515

การไม่ยอมสยบกับเผด็จการแสดงถึงอหังการของนักเขียนวรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคแรก

ยุคมืดทางปัญญา ปี 2501-2507
เดือนตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทำรัฐประหาร ใช้อำนาจเผด็จการโดยเบ็ดเสร็จ กวาดล้างจับกุมนักเขียน, นักหนังสือพิมพ์เข้าคุกเป็นจำนวนมาก ปิดหนังสือพิมพ์ ประกาศรายชื่อหนังสือต้องห้าม เช่น “แม่” แปลโดย ศรีบูรพา “นิติศาสตร์ 2500” ที่ตีพิมพ์งานอย่าง “โฉมหน้าศักดินาไทย” ของสมสมัย ศรีศูทรพรรณ (จิตร ภูมิศักดิ์) “การวิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในประเทศไทย” ของ พัฒนา รัมยะสุต “โฉมหน้าจักรพรรดินิยม” ของ มณี ศูทรวรรณ

การจับกุมคุมขังนักเขียน, นักหนังสือพิมพ์กลายเป็นแรงผลักดันให้นักเขียนหลายคนเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย “ศรีบูรพา” ลี้ภัยไปอยู่ประเทศจีนจนเสียชีวิตที่นั่น เสนีย์ เสาวพงศ์ หยุดเขียนชั่วคราว มุ่งรับราชการทางการทูตอย่างเดียว “ลาว คำหอม” ไปทำไร่ที่ปากช่อง นักเขียนหลายคนเปลี่ยนแนวเขียนไปเป็นเรื่องเริงรมย์

จิตร ภูมิศักดิ์ คนเดียวที่ยังยืดหยัดเขียนวรรณกรรมเพื่อชีวิตอย่างต่อเนื่องจริงจัง แม้จะถูกขังอยู่ในคุกลาดยาว จิตรยังสร้างผลงานที่มีคุณค่า เช่น “พจนานุกรมไทย-มูเซอ” “ความเป็นมาของคำ สยาม ไทย ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ” งานแปลมี “แม่” ของ แม็กซิม กอร์กี้ “ธรณีกรรแสง” ของนักเขียนอินเดีย บทละครเรื่อง “มนต์รักจากเสียงกระดึง” และบทเพลงอีกจำนวนหนึ่งเช่น “แสงดาวแห่งศรัทธา” “มาร์ชชาวนาไทย” “รำวงวันเมย์เดย์” “ศักดิ์ศรีของแรงงาน” เป็นต้น

ปี 2507 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ถูกคุมขัง จิตร แต่งกวีนิพนธ์ในนาม “กวี ศรีสยาม” และ “กวีการเมือง” ลอบส่งออกมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย เช่น “จิ้งเหลนกรุง” “โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา” “วิญญาณหนังสือพิมพ์-เปิบข้าว” บทกวีเหล่านี้มักจะยาว แต่งโดยใช้ฉันทลักษณ์โบราณ แต่เนื้อหากล่าวถึงทุกข์ยากของประชาชนและการกดขี่ของชนชั้นปกครอง

ยุคนี้วรรณกรรมเพื่อชีวิตแทบสูญหายโดยสิ้นเชิง ด้วยอำนาจเผด็จการ

วรรณกรรมเพื่อชีวิตก่อน 14 ตุลา (พ.ศ.2508-2516)

หลังจากจอมพลถนอม กิตติขจรสืบทอดอำนาจเผด็จการจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มผ่อนคลาย แม้จะตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเป็นเวลายาวนาน ประเทศชาติกลับตกต่ำลงในทุกทาง นักวิชาการรุ่นใหม่, นักศึกษาจึงหันมาตรวจสอบสภาพทางสังคมรอบตัวอย่างจริงจัง ตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบถึงสังคมและชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

การที่แกนนำนักเขียนเพื่อชีวิตลี้ภัยไปยังต่างแดนหรือเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ความคึกคักตกอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ชุมนุมวรรณศิลป์และกลุ่มวรรณศิลป์อิสระ เช่น ชมรมพระจันทร์เสี้ยว, กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย, กลุ่มเทคนิคโคราช, กลุ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิตตามมหาวิทยาลัยต่างๆ กลายเป็นกลุ่มสำคัญในการผลักดันวรรณกรรมเพื่อชีวิต มีการจัดนิทรรศการ, อภิปราย, พิมพ์บทประพันธ์, นำบทประพันธ์เพื่อชีวิตในยุคก่อนมาพิมพ์ซ้ำ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้วรรณกรรมเพื่อชีวิตเริ่มฟื้นตัว

มีนิตยสารเกิดใหม่ช่วงนี้ ทำให้วรรณกรรมเพื่อชีวิตมีเวที สามารถงอกงามขึ้น ได้แก่ สังคมศาสตร์ปริทัศน์, สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา, ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน, ประชาธิปไตย และมหาราษฎร์ ที่สำคัญคือ กลุ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิต ได้ออกหนังสือ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” ตีพิมพ์ผลงานทั้งเก่าและใหม่ กลุ่มนี้ออกหนังสือได้หกฉบับ คณะผู้จัดทำหลายคนถูกจับข้อหา “กบฏเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” (ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา) หนังสือวรรณกรรมเพื่อชีวิตจึงปิดฉากไป

ในยุคนี้มีการนำวรรณกรรมเพื่อชีวิตเด่นๆ ในยุคแรกมาตีพิมพ์ซ้ำ เช่น “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ของ “ทีปกร” (จิตร ภูมิศักดิ์) “เมืองนิมิตร” ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ ความรักของวัลยา, ปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ “เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี” ของ อิศรา อมันตกุล “เราชะนะแล้ว แม่จ๋า” ของ อัศนี พลจันทร

การได้สัมผัสกับงานเขียนที่ดีของนักเขียนก้าวหน้าในอดีต ทำให้รู้สึกว่าตนกำลังต่อสู้กับสิ่งเดียวกันกับที่คนรุ่นก่อนเคยต่อสู้มาแล้วอย่างดุเดือด จึงเป็นการปลุกเร้าจิตสำนึกทางสังคมการเมืองของคนยุคนี้ให้เข้มข้นขึ้น

วรรณกรรมเพื่อชีวิตเริ่มฟื้นตัวมารับใช้สังคม

ตื่นเถิดเสรีชน
การเติบโตของวรรณกรรมเพื่อชีวิตก่อน 14 ตุลา ได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคแรก ทั้งรูปแบบ เนื้อหา แนวคิด และวิธีการนำเสนอ อาจมีบางคนทดลองใช้กลวิธีใหม่ในการนำเสนอ แต่ทุกคนมีจุดยืนว่าการสร้างสรรค์วรรณกรรมต้องเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์สังคม

เนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่าง วรรณกรรมเพื่อชีวิตที่สร้างสรรค์โดยนักศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์ ที่เด่นๆ มี “ตั๋วเดินทาง” ของประเสริฐ สว่างเกษม “ความเงียบ” ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี “ละคอนโรงเก่า” ของนัน บางนรา “ฉันจึงมาหาความหมาย” ของวิทยากร เชียงกูล “คนบนต้นไม้” ของนิคม รายวา “ถนนไปสู่ก้อนเมฆ” ของธัญญา ผลอนันต์ “เบิ่งฟ้าแนมดิน” ของศรีศักดิ์ นพรัตน์ “เราจะฝ่าข้ามไป” ของ วิสา คัญทัพ “สงครามในหลุมศพ” ของ สุวัฒน์ ศรีเชื้อ “ดอกไม้ที่หายไป” ของสาคร “ใต้สำนึก” ของ วิรุณ ตั้งเจริญ “ภาพชิ้นสำคัญ” ของ วรฤทธิ์ ฤทธาคนี “เนื้อในกระดูก” ของ แน่งน้อย พงษ์สามารถ “หนุ่มหน่ายคัมภีร์” “โง่เง่าเต่าตุ่น เมดอินยูเอสเอ” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ

เรื่องสั้นใช้รูปแบบนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น “ตัวทาส” ของอนุช อาภาภิรม “กรุงเทพฯ 1982” ของ อดุล เปรมบุญ “วันหนึ่งของกรุงเทพฯ” ของศิริชัย นฤมิตรเรขการ “จุลินทรีย์พลาสติก” และ “การเคลื่อนที่ของเหล็กหมายเลขหนึ่ง” ของสุวัฒน์ ศรีเชื้อ

นอกจากนี้มีบทละคร เช่น ชั้นที่ 7 ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ฉันเพียงแต่อยากออกไปข้างนอก, งานเลี้ยง, นายอภัยมณี ของ วิทยากร เชียงกูล นกที่บินข้ามฟ้า ของคำรณ คุณะดิลก

ด้านกวีนิพนธ์ กวีรุ่นใหม่ประสานบทบาทกวีนิพนธ์เข้ากับการต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะบทกวีของยุทธพงษ์ ภูริสัมบรรณ (รวี โดมพระจันทร์), วิสา คัญทัพ, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บทกวี “ตื่นเถิดเสรีชน” ของรวี โดมพระจันทร์

ตื่นเถิดเสรีชน อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน

ดาบหอกกระบอกปืน หรือทนคลื่นกระแสเรา ฯลฯ

บทกวีนี้กลายเป็นบทกวีแห่งการสู้รบของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และถูกขับขานทุกครั้งในการชุมนุมทางการเมือง

อีกคนหนึ่งคือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อดีตนักกลอนกลุ่มสายลม-แสงแดด เริ่มหันมาเขียนบทกวีสะท้อนสังคมอย่างจริงจังเริ่มจาก “เพลงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่” “เพลงเปลญวน” “ทางเดินแห่งหอยทาก”

ทางด้านนักประพันธ์อาชีพ มีนิยายหลายเล่มกล่าวถึงสังคมและการเมือง ที่เด่นๆ มี “เขาชื่อกานต์” ของสุวรรณี สุคนธา และ “ความรักสีเพลิง” ของ สีฟ้า (ม.ล.ศรีฟ้า มหาวรรณ) ที่กล่าวถึงทัศนะของนักศึกษาต่ออำนาจเผด็จการขณะนั้น

วรรณกรรมเพื่อชีวิตเริ่มทำหน้าที่ปลุกเร้าผู้คนให้ลุกขึ้นสู้กับเผด็จการ

หนังสือเล่มละบาท
นอกจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรรวมศูนย์ของนักศึกษาแล้ว ยังมีกลุ่มนักศึกษาที่รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมทางสังคมและการเมืองมากมายหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มสภาหน้าโดม, กลุ่มเศรษฐธรรม, กลุ่มผู้หญิง (ธรรมศาสตร์), กลุ่มสภากาแฟ (เกษตร), กลุ่มรัฐศึกษาและกลุ่มฟื้นฟูโซตัสใหม่ (จุฬาฯ), กลุ่มวลัญชทัศน์ (เชียงใหม่), ชมรมคนรุ่นใหม่ (รามคำแหง), กลุ่มศิลปและวรรณลักขณ์ (ประสานมิตร), กลุ่มศิลป (เทคนิคโคราช) ในระดับนักเรียนนอกจากศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย มีกลุ่มยุวชนสยาม กลุ่มกิจกรรมเหล่านี้มักจะจัดทำหนังสือหารายได้ โดยขายหน้าประตูมหาวิทยาลัยในราคาเล่มละ 1 บาท หนังสือประเภทนี้จึงเรียกขานกันว่า “หนังสือเล่มละบาท” หนังสือรายสะดวกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น “ภัยขาว” “คัมภีร์” “ปลด” “วลัญชทัศน์” “กด” ฯลฯ มักนำเรื่องสั้นและบทกวีเพื่อชีวิตยุคแรกมาพิมพ์ เช่น บทกวีของนายผี, เปลื้อง วรรณศรี, จิตร ภูมิศักดิ์ และเสนอบทความแนวคิดมาร์กซิสต์ เช่น มาร์กซิสต์ : แนวคิดสำหรับซ้ายใหม่ และคำประกาศของความรู้สึกใหม่ ใน “วลัญชทัศน์” ฉบับมนุษย์และปัญหา ใน “คัมภีร์” เริ่มพูดถึงการปฏิวัติของประชาชน ส่วน “ภัยขาว” โจมตีอเมริกาในสงครามเวียดนาม หนังสือ “เล็บ” ของกลุ่มผู้หญิงที่เรียกร้องให้ปลดปล่อยผู้หญิงเสียทีและ “ภัยเขียว” ที่เขียนทิ่มแทงผู้นำเผด็จการทหารบางคน

หนังสือเล่มละบาท “มหาวิทยาลัย : ที่ยังไม่มีคำตอบ” ของชมรมคนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในหน้าที่ 6 มีข้อความว่า

สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีก 1 ปี เนื่องจากสถานการณ์ภายในและภายนอก เป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ

ข้อความนี้เสียดสีการต่ออายุราชการของจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ผลคือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีคำสั่งลบชื่อนักศึกษารามคำแหงในชมรมคนรุ่นใหม่ เป็นผลให้นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยชุมนุมประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2516 และขยายผล เป็นการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ การประท้วงครั้งนั้นนักศึกษาได้รับชัยชนะ บทกวี “ตื่นเถิดเสรีชน” ถูกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมทั้งเพลง “สู้เข้าไปอย่าได้ถอย” ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล การประท้วงครั้งนั้นจบลงด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 6 เดือน ใครจะนึกว่าการประท้วงครั้งนั้นจะเป็นการซ้อมใหญ่ของนักศึกษาก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา นี่คือผลสะเทือนจากหนังสือเล่มละบาท

14 ตุลาคม 2516 อำนาจเผด็จการพังทลาย ส่วนหนึ่งย่อมมาจากอำนาจของวรรณกรรม

แตกดอกออกช่อ

วรรณกรรมเพื่อชีวิตระหว่าง 14 ตุลา 16-6 ตุลา 19

แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นเพียง 3 ปี แต่เป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างสรรค์วรรณกรรมเพื่อชีวิตอย่างมากมาย ด้วยปัจจัยบรรยากาศแวดล้อมทางสังคมการเมือง และด้วยจิตสำนึกขบถของนักเขียนหนุ่มสาว เนื้อหาของวรรณกรรมยุคนี้ เน้นการต่อสู้ของนักศึกษา ชาวนา กรรมกรกับอำนาจรัฐและความทุกข์ยากในชีวิต มักปลุกเร้าให้ต่อสู้ด้วยความรุนแรง ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นบทกวีและเรื่องสั้น นวนิยายมีบ้างไม่มาก

เรื่องสั้นในยุคนี้ที่เด่นๆ มี “ก่อนไปสู่ภูเขา” ของ สถาพร ศรีสัจจัง

“ความในใจของกระดูกในฟาร์มจระเข้” “งูกินนา” ของ วัฒน์ วรรลยางกูร

“แก้วหยดเดียว” “พ่อ” และ “ชายผ้าเหลือง” ของ ศรีดาวเรือง

“แค้นของคำพา” ของ วิสา คัญทัพ

“คดีฆาตกรรมบนก้อนเมฆ” ของ สุวัฒน์ ศรีเชื้อ

“บันทึกของคนแซ่ปึง” ของ กรณ์ ไกรลาศ

นวนิยายส่วนใหญ่เป็นงานเขียนของนักเขียนรุ่นอาวุโส ที่เด่นๆ มี

“พิราบแดง” “พ่อข้าฯ เพิ่งจะยิ้ม” “แผ่นดินเดียวกัน” ของ สุวัฒน์ วรดิลก (สันติ ชูธรรม, รพีพร)

“ไผ่ตัน” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ

“ตำบลช่อมะกอก” ของ วัฒน์ วรรลยางกูร

“กระทรวงคลังกลางนา” ของ นิมิต ภูมิถาวร

“แสงเสรี” ของ สุชีพ ณ สงขลา

วรรณกรรมยุคนี้จึงเสมือนเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ทางความคิด และเป็นเครื่องมือเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง ช่วงเวลาดังกล่าวมีหนังสือเกี่ยวกับการเมืองตีพิมพ์กว่า 300 เล่ม

นักเขียน คือ “นักรบ” วรรณกรรม คือ “อาวุธ”

กวีประชาชน
กลุ่มนักเขียนที่เป็นผลผลิตที่น่าภาคภูมิใจของเหตุการณ์ 14 ตุลา คือ กวี ช่วงนี้ถือเป็นยุคทองของบทกวีเพื่อชีวิต กวีแนวเพื่อชีวิตสร้างสรรค์ผลงานออกมามากมาย เช่น

“บทกวีเพื่อชีวิต” “ต่อสู้กู้ชาติ เอกราษฎร์ อธิปไตย” และ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ของ รวี โดมพระจันทร์

“ด่านสาวคอย” “เราจะฝ่าข้ามไป” ของ วิสา คัญทัพ

“ซับแดง” ของ ประเสริฐ จันดำ

“น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว” ของ วิสา คัญทัพ และประเสริฐ จันดำ

“จารึกบนหนังเสือ” ของ ประเสริฐ จันดำ และ สุรชัย จันทิมาธร

“คำเตือนของผองเพื่อน” ของ สถาพร ศรีสัจจัง

“ขออย่าให้เราสลายพลังเพราะจะพังทลาย” “เขียนให้อาชีวะ” ของ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

“อหังการของดอกไม้” ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา

กวีเด่นที่มีผลงานลุ่มลึกหนักแน่นในแนวคิดเชิงสังคม และแพรวพราวด้วยภาษาและกลวิธีทางวรรณศิลป์ คือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ผลงาน “อาทิตย์ถึงจันทร์” เป็นโคลง 500 บท พรรณนาเหตุการณ์ต่อสู้ของนักเรียนนิสิตนักศึกษาจากวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลา 16 ถึง วันจันทร์ที่ 15 ตุลา 16 อีกเล่ม คือ “เพียงความเคลื่อนไหว” รวมบทกวีที่ตีพิมพ์บทที่เด่นคือ “หนทางแห่งหอยทาก” “เพียงความเคลื่อนไหว” รวมบทกวีเล่มนี้ได้รับรางวัลซีไรต์ปี 2523 และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปี 2536 คู่กับ “อุชเชนี” (ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา) กวีหญิงแนวเพื่อชีวิตในทศวรรษ 2490

นักเขียนอาวุโสแนวเพื่อชีวิตอีกคนที่ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ คือ “ลาว คำหอม” คำสิงห์ ศรีนอก ช่วงเวลาเบ่งบานของวรรณกรรมเพื่อชีวิตแสนสั้น วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ดอกไม้แห่งปัญญาดอกนี้ถูกทำลาย

หนังสือต้องห้าม
หลังการทำลายชีวิตนักศึกษาอย่างเหี้ยมโหดในวันที่ 6 ตุลา 19 รัฐบาลเผด็จการสมัยนั้นยังติดตามทำลายหนังสืออีกมากมาย มีการประกาศรายชื่อหนังสือต้องห้าม 204 รายชื่อ มีผลให้วรรณกรรมเพื่อชีวิตนับล้านเล่มถูกเผา ถูกฝัง ถูกทำลาย กลายเป็นหนังสือหายากในปัจจุบัน ช่วงเวลานี้เป็นช่วง “ตายสนิท” ของวรรณกรรมเพื่อชีวิต นักเขียนเพื่อชีวิตส่วนใหญ่หนีตายขึ้นภูร่วมต่อสู้รัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์ หลายคนยุติบทบาทหรือเปลี่ยนแนวการเขียน

รายชื่อหนังสือต้องห้าม (ปัจจุบันยังไม่มีการยกเลิก)

ประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง กำหนดชื่อเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่ห้ามผู้ใดมีไว้ครอบครอง

ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารสิ่งพิมพ์ต่อไปนี้ เป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ซึ่งเสนอข่าวสาร บทความ และข้อเขียนแสดงความคิดเห็นอันส่อไปในทางก่อให้เกิดความแตกแยกความสามัคคีในชาติ หรือชี้นำผู้อ่านให้เกิดความนิยมเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน คือ

1. การเมืองเรื่องของประชาชน เขียนโดย แนวร่วมประชาชาติกันทรารมย์

2. เก้าอี้ป่า เขียนโดย เก้าอี้ป่า

3. การ์ตูนปฏิวัติจากจีนใหม่ หญิงแดง จดหมาย ขนไก่ กองทหาร เขียนโดย หวาซาน หลิวจี้อิ่ว

4. การปฏิวัติของจีน เขียนโดย กองบรรณาธิการ สังคมศาสตร์ปริทัศน์

5. การศึกษาปฏิวัติประชาชนลาว เขียนโดย ไกรสร พรหมวิหาร

6. ก่อนไปสู่ภูเขา แปลโดย สถาพร ศรีสัจจัง

7. กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง แปลโดย ประไพ วิเศษธานี

8. เข้าโรงเรียน เขียนโดย กวั่นหวา

9. ข้อขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียต กับ จีน เขียนโดย กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เหยินหมิน ยึเป้า และกองบรรณาธิการนิตยสารหงฉี

10. คติพจน์ประธานเหมาเจ๋อตุง ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ต่างประเทศ ปักกิ่ง และสุนทรการพิมพ์ หจก.จรัลสนิทวงศ์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร

11. คัมภีร์นักปฏิวัติ เขียนโดย กลุ่มอิสานปฏิวัติ

12. คาร์ลมาร์กซ์ ผู้สร้างทฤษฎีนิรันดร เขียนโดย วิตาลี ไวกอดสกี

13. ความชัดเจนทางประวัติศาสตร์ของเผด็จการ ชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ปรากฏผู้เขียน แต่พิมพ์ที่สุวิทย์การพิมพ์ ซอยอรรถสิทธ์ สาธรใต้ กรุงเทพฯ

14. เคียงข้างกันสร้างสรรค์โลก เขียนโดย แสงเสรี

15. ความคิดของเหมาเจ๋อตุง เขียนโดย สุรัฐ โรจนวรรณ

16. โจวเอินไหล ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่พิมพ์ที่วัชรินทร์การพิมพ์ 364 ถนนพระสุเมรุ กรุงเทพฯ

17. จะวิเคราะห์ชนชั้นในชนบทอย่างไร เขียนโดย กลุ่มเยาวชนรับใช้ชาติ

18. จากโฮจิมินห์ ถึง เปลื้อง วรรณศรี เขียนโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี

19. จรยุทธ-ใต้ดิน เขียนโดย ตะวันฉาย

20. จีนคอมมิวนิสต์ เขียนโดย สนอง วิริยะผล

21. จิตใจปฏิวัติ ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่พิมพ์ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

22. จีนแผ่นดินแห่งการปฏิวัติตลอดกาล เขียนโดย Jan Myrdal & Gun Kessle

23. ลัทธิสังคมนิยมแบบเพ้อฝันและแบบวิทยาศาสตร์ แปลโดย อุทิศและโยธิน

24. ลัทธิวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ เขียนโดย ตะวันฉาย

25. ลัทธิเลนิน กับลัทธิแก้สมัยใหม่ เขียนโดย ชมรม 13

26. ลัทธิเลนินจงเจริญ เขียนโดย กองบรรณาธิการนิตยสารหงฉี

27. ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ว่าด้วยทฤษฎีสังคมนิยมที่เป็นวิทยาศาสตร์ แปลโดย ศูทร ศรีประชา

28. ว่าด้วยรากฐานทางสังคมกลุ่มหลินเปียวที่ค้านพรรค เขียนโดย เหยาเหวินหยวน

29. วิจารณ์คำแถลงของพรรคคอมมิวนิสต์อเมริกา กระจกส่องพวกลัทธิแก้ ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่พิมพ์ที่ธเนศ วรการพิมพ์ 489 ถนนบำรุงเมือง กรุงเทพฯ

30. วิพากษ์ลัทธิแก้ ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่พิมพ์ที่ สมชายการพิมพ์ 270/77 ซอยวิมลสรกิจ บางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร

31. วิวัฒนาการความคิดสังคมนิยม เขียนโดย ชาญ กรัสนัยปุระ

32. ว่าด้วยรัฐบาลรวม เขียนโดย เหมาเจ๋อตุง

33. วิเคราะห์การต่อสู้ของพรรคลาวด๋อง เขียนโดย ธีรยุทธ บุญมี

34. วิวัฒนาการของมาร์กซิสม์ เขียนโดย น.ชญานุตม์

35. วัฒนธรรมจีนใหม่ เขียนโดย ไจ๋เปียน

36. วี.ไอ.เลนิน-รัฐ เขียนโดย ชมรมหนังสือแสงดาว

37. วีรบุรุษสู้รบ เขียนโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสานแห่งประเทศไทย

38. ว่าด้วยประชาธิปไตยรวมศูนย์ แปลโดย เศรษฐวัฒน์ ผดุงรัฐ

39. ลัทธิวัตถุนิยมวิภาษ และวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เขียนโดย โจเซพ สตาลิน ประกาย สุชีวิน แปล

40. ภาวะของศิลปะใต้ระบอบเผด็จการฟาสซีสม์ เขียนโดย จิตติน ธรรมชาติ

41. หลักลัทธิเลนิน เขียนโดย บำรุง ไพรัชวาที

42. หนทางการปฏิวัติไทย ไม่ปรากฏผู้แต่ง และไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์

43. 50 ปี พรรคคอมมิวนิสต์คิวบา 50 ปี สหพันธ์สตรีคิวบา ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง แต่พิมพ์ที่ ประจักษ์การพิมพ์ กรุงเทพฯ

44. เดินทางทัพทางไกลไปกับประธานเหมา เขียนโดย เฉินชางเฟิ่ง

45. เดินทางไกลครั้งที่ 2 เขียนโดย เหยิน จางหลิน

46. หยางกึนซือวีรชนอมตะ เขียนโดย ว่างเฮา

47. เหมาเจ๋อตุง ผู้นำจีนใหม่ เขียนโดย เทิด ประชาธรรม

48. นอร์แมน เบทูน แปลโดย ศรีนรา

49. บนเส้นทางไปสู่สังคมนิยมจีน เขียนโดย ธีรยุทธ บุญมี

50. บทกวีเพื่อผู้ถูกกดขี่ เขียนโดย วิทยากร เชียงกูล

51. คาร์ลมาร์กซ์ ค่าจ้าง ราคา และกำไร แปลโดย ประสาท ลีลาเธียร

52. บันทึกของไพ่ฉวิน ม่านเทียนเสื่อ แปลโดย แจ่ม จรัสแสง

53. ประวัติศาสตร์ 30 ปี ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขียนโดย หูเฉียวมุ เจอดจำรัสแปล

54. ถังเหล่ยเวียดนาม เขียนโดย อุดร ทองน้อย

55. ทหารน้อยจางก่า เขียนโดย สีกวงเย่า

56. แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ เขียนโดย คาร์ล มาร์กซ์ เฟรเดอริค เองเกลส์

57. บทวิเคราะห์วรรณกรรมยุคศักดินา เขียนโดย จิตร ภูมิศักดิ์

58. ปัญหาลัทธิเลนินในยุคของเรา เขียนโดย ชมรม ดาวรุ่ง

59. แนวร่วมปลดแอกของโฮจิมินห์ เขียนโดย บัณฑูร เวชสาร

60. นิพนธ์ปรัชญา 4 เรื่องของประธานเหมาเจ๋อตุง แปลโดย ชมรมหนังสือรวงข้าว

61. แนวทางแห่งการต่อสู้ แนวทางแห่งชัยชนะ เขียนโดย กลุ่มพลังชน

62. นักศึกษาจีนแนวหน้าของขบวนการปฏิวัติสังคม แปลโดย เทิด ธงธรรม วรรณา พรประเสริฐ

63. ด้วยเลือดและชีวิต เขียนโดย จิตร ภูมิศักดิ์

64. แนวร่วมเอกภาพเพื่อการปลดแอกแห่งชาติ เขียนโดย ชมรมหนังสืออิสรภาพ

65. ทฤษฎีการเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์การเมือง สำหรับชนชั้นกรรมาชีพ แปลโดย เมธี เอี่ยมเจริญ

66. ชีวทัศน์หนุ่มสาว ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่พิมพ์ที่บริษัทบพิธการพิมพ์ 70 ถนนราชบพิธ กรุงเทพมหานคร

67. ชีวทัศน์เยาวชน ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน และไม่ปรากฏที่พิมพ์

68. ชาวนาไทยกับการเปลี่ยนแปลง แปลโดย สุเทพ สุนทรเภสัช

69. เช กูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ เขียนโดย ศรีอุบล

70. ชีวิตในคอมมูน เขียนโดย สันติสุข

71. ชนกรรมาชีพทั่วโลก จงสามัคคีกันคัดค้านศัตรูร่วมกับเรา เขียนโดย สำนักพิมพ์เข็มทิศ

72. ซ้ายทารก เขียนโดย วี.ไอ.เลนิน

73. สืบทอดภารกิจปฏิวัติ เขียนโดย ชมรมดาวรุ่ง

74. สุนทรพจน์ของประธานเหมาเจ๋อตุง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง แต่พิมพ์ที่ศรีเพ็ชรการพิมพ์ 169/120 ตรอกวัดดีดวด บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

75. สงครามปฏิวัติ เขียนโดย ชมรมดาวรุ่ง

76. สงครามกองโจรของ เช กูวารา แปลโดย ฤตินันทน์

77. สรรนิพนธ์ โฮจิมินห์ แปลโดย วารินทร์ สินสูงสุด ปารวดี วรุณจิต

78. เสียงร้องของประชาชน แปลโดย จิรนันท์ พิตรปรีชา

79. สงครามยืดเยื้อ เขียนโดย เหมาเจ๋อตุง

80. สรรนิพนธ์เลนิน คอมมิวนิสต์ปีกซ้าย โรคไร้เดียงสา แปลโดย นพคุณ ศิริประเสริฐ

81. สรรนิพนธ์เลนิน เพื่อคนจนในชนบท แปลโดย พัลลภา ปั้นงาม

82. สงครามอุโมงค์ เขียนโดย เจ๋อเหมย ปี้เหลย

83. สตรีกับภารกิจแห่งการปฏิวัติ เขียนโดย จินดา ไชยโยทยาน

84. ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ ต่อสู้กับคลื่นลม ไม่ปรากฏผู้เขียน และไม่ปรากฏที่พิมพ์

85. ระลึกคอมมูนปารีสครบร้อยปี เขียนโดย ชมรมหนังสือตะวันแดง

86. ศัพทานุกรมปรัชญา เขียนโดย เมธี เอี่ยมเจริญ

87. สาธารณรัฐประชาชนจีน แปลโดย ถ่องแท้ รจนาสัณห์

88. เมาเซตุง เขียนโดย ศิรวิทย์

89. ยูโกสลาเวีย เป็นสังคมนิยมจริงหรือ ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่พิมพ์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน

90. ปัญหาปฏิวัติประเทศไทย เขียนโดย กลุ่มชนภูเขา

91. เอกสารสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 10 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เขียนโดย กลุ่มเยาวชนรักชาติ

92. โฉมหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ไทย เขียนโดย สายใย เทอดชูธรรม

93. พระเจ้าอยู่ที่ไหน เขียนโดย นายผี

94. พระสงฆ์ลาวกับการปฏิวัติ เขียนโดย คำตัน

95. แล้วเราก็ปฏิวัติ ไม่ปรากฏผู้เขียน แต่พิมพ์ที่ เจริญวิทย์การพิมพ์ บ้านพานถม กรุงเทพมหานคร

96. รัฐกับการปฏิวัติ เขียนโดย วี.ไอ.เลนิน

97. เลนินจักรวรรดินิยมชั้นสูงสุดของทุนนิยม แปลโดย ประสาท ลีลาเธียร

98. ว่าด้วยปัญหาที่ดินและชาวนาของประธานเหมาเจ๋อตุง ไม่ปรากฏผู้เขียน และไม่ปรากฏที่พิมพ์

99. วีรสตรีจีนปฏิวัติหลิวหูหลาน แปลโดย วีรจิตร

100. อัลเยนเด้วีรปฏิวัติ เขียนโดย สูรย์ พลังไทย

อาศัยอำนาจตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 43 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2519 ข้อ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่าเอกสารสิ่งพิมพ์ รวม 100 ฉบับ ตามรายชื่อข้างต้นซึ่งต้องห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ครอบครอง

ประกาศ ณ วันที่ 3 มีนาคม 2520

สมัคร สุนทรเวช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรื่อง กำหนดชื่อเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่ห้ามผู้ใดมีไว้ครอบครอง
ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารและสิ่งพิมพ์ต่อไปนี้ เป็นเอกสารและสิ่งพิมพ์ซึ่งเสนอข่าวสาร บทความ และข้อเขียน แสดงความคิดเห็นอันส่อไปในทางก่อให้เกิดความแตกแยกความสามัคคีในชาติ หรือชี้นำให้ผู้อ่านเกิดความนิยมเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินไม่ว่าวิถีทางใด อันเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติ ตามบัญชีรายชื่อต่อไปนี้

1. กบฏ-วรรณกรรมซาดิสม์ เขียนโดย โกสุม พิสัย

2. กบฏปากกา จัดพิมพ์โดย ชมรมสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. กวีการเมือง เขียนโดย โยธิน มหายุทธนา

4. การต่อสู้ทางชนชั้นและการปฏิวัติสังคม ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน

5. การต่อสู้ของกรรมกรไทย ไม่ปรากฏผู้เขียน

6. การศึกษาเพื่อมวลชน เขียนโดย จักรกฤษณ์ นาคะรัต เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นิโคลัส เบนเนสท์ จูเลียส ไนเยียเร รวบรวมโดย สมาน เลือดวงหัด เริงชัย พุทธาโร

7. การศึกษาสำหรับผู้กดขี่ เขียนโดย เปาโลว์ แฟร์ แปลโดย ช. เขียวพุ่มแสง

8. การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพกับลัทธิแก้ ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน

9. กอ.รมน. องค์การสัตว์นรกของอเมริกันในประเทศไทย เขียนโดย ยอดธง ทับทิวไม้

10. กลุ่มทุนนิยมผูกขาดในประเทศไทย เขียนโดย ณรงค์ เพชรประเสริฐ

11. กลั่นมาจากสายเลือด เขียนโดย วัฒน์ วรรลยางกูร

12. กรรมกรในระบบนายทุน เขียนโดย สุภชัย มนัสไพบูลย์

13. กลยุทธ์ในการแก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทย เขียนโดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

14. กงล้อประวัติศาสตร์จีน เขียนโดย สุวรรณ วิริยะผล

15. การวิจัยเพื่อขายชาติ เขียนโดย รัก เอกราชไม้กล้า

16. ก่อนสู่เส้นทาง จัดพิมพ์โดย องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบางแสน

17. ก่อนกลับบ้านเกิด จัดพิมพ์โดย ชมรมนักแปลนิรนาม

18. กฎหมายสหภาพแรงงานประชาชนจีน ธรรมนูญสหภาพแรงงานประชาชนจีน การประทับแรงงาน เขียนโดย แก้ว กรรมาชน

19. กรณีพิพาทไทย-ลาว จัดพิมพ์โดย กลุ่มนักศึกษา ปัญหาไทย-ลาว

20. ขบวนการกรรมกรในประเทศไทย เขียนโดย พิชิต จงสถิตย์วัฒนา

21. ขบวนการเรดการ์ด เขียนโดย จำลอง พิศนาคะ

22. ขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย เขียนโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี

23. ความเรียงว่าด้วยศาสนา เขียนโดย ยอร์จ ทอมสัน แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์

24. ความเป็นเอกภาพของชาติกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ เขียนโดย ปรีดี พนมยงค์ แช่ม พนมยงค์ อำนาจ ยุทธวิวัฒน์ ภูเขาไฟ สุพจน์ ด่านตระกูล สุภัทร์ สุคนธาภิรมย์

25. คาร์ลมาร์กซ์ แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์

26. โครงสร้างสถานการณ์ จัดพิมพ์โดยกลุ่มนักศึกษาประชาชนเพื่อต่อต้านสงครามจิตวิทยา

27. คู่มือรัฐประหาร เขียนโดย พันศักดิ์ วิญญรัตน์

28. ใครละเมิดอำนาจอธิปไตย เขียนโดย เขียน ธีระวิทย์ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี

29. คัมภีร์ของผู้ถูกกดขี่ เขียนโดย เปาโลว์แฟร์ แปลโดย จิราภรณ์ ศิริสุพรรณ

30. คำประกาศของความรู้สึกใหม่ เขียนโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี

31. คำประกาศเพื่อสังคมใหม่ เขียนโดย จูเลียส ไนยาเร แปลโดย สันติสุข โสภณศิริ

32. ครอง จันดาวงศ์ และชีวิตบนเทือกเขาภูพานของ จิตร ภูมิศักดิ์ ไม่ปรากฏผู้เขียน

33. คาร์ลมาร์กซ์ แรงงานรับจ้างและทุน เขียนโดย คาร์ลมาร์กซ์ แปลโดย รจเรข ปัญญาประสานชัย

34. คิดอย่างเยาวชนใหม่ จัดพิมพ์โดย กลุ่มหนังสือตะวันแดง

35. จงพิทักษ์เจตนารมย์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม เขียนโดย ปรีดี พนมยงค์

36. จงร่วมกันสร้างสรรค์สังคมนิยม เขียนโดย กิม อิล ซอง แปลโดย กิตติกุล

37. จากเล็กซิงตันถึง…สิบสี่ตุลา จัดพิมพ์โดย ชมรมรัฐศึกษา สจม.พรรคจุฬาประชาชน

38. จีน…หลังการปฏิวัติ เขียนโดย สิทธิสถิตย์

39. โฉมหน้าจีนใหม่ จัดพิมพ์โดย องค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

40. โฉมหน้าศักดินาไทย เขียนโดย สมสมัย ศรีศูทรพรรณ

41. มนุษยธรรมกับการต่อสู้ทางชนชั้น เขียนโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

42. มาร์กซ์ จงใจจะพิสูจน์อะไร อย่างไร? เขียนโดย สุภา ศิริมานนท์

43. ศัตรูประชาชน แปลโดย กวี ศรีประชา

44. เศรษฐกิจในระบอบประชาธิปไตยแผนใหม่ เขียนโดย เสิ่นจื้อหย่วน แปลโดย ส.ว.พ.

45. เศรษฐกิจของจีน (โดยสังเขป) เขียนโดย เจิ้งสือ

46. เศรษฐศาสตร์เพื่อมวลชน เขียนโดย วิภาษ รักษาวาที

47. ศัพทานุกรมปรัชญาว่าด้วยจิตนิยมวัตถุนิยม เขียนโดย เมธี เอี่ยมเจริญ

48. แนวทางการต่อสู้ของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา จัดพิมพ์โดย กลุ่มนักศึกษาประชาชนเพื่อพัฒนาชนบท

49. แนวร่วมปลดแอกประชาชนชาวไทย เขียนโดย โดนัลด์ อี วีเทอร์บี แปลโดย แสงเพลิง

50. แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์โลก เขียนโดย ฌี่ชุน แปลโดย ศรีอุบล

51. นิพนธ์ 5 บท ประธานเหมาเจ๋อตุง จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ปฏิวัติ

52. ร้อยกรองจากซับแดง เขียนโดย ประเสริฐ จันดำ

53. รุ่งอรุณ ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน

54. แด่เยาวชน ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน

55. เบทูนนายแพทย์นักปฏิวัติ ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน

56. ปลุกผีคอมมิวนิสต์ เขียนโดย ธนาลัย

57. ปัญหาและแนวทางการต่อสู้ของผู้หญิง เขียนโดย ฤดี เริงชัย

58. หลักเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์เบื้องต้น เขียนโดย เอิร์นเนสท์ แมนเดล แปลโดย ทวี หมื่นนิกร

59. หลักลัทธิเลนินกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ เขียนโดย เอ.นูเบอร์ก แปลโดย รุ่งอรุณ ณ บูรพา

60. หลักลัทธิมาร์กซ์เลนิน เล่ม 1-3 แปลโดย ทวี หมื่นนิกร

61. โต้ลัทธิแก้ไทยวิจารณ์แห่งวิจารณ์ เขียนโดย อุทิศ ประสานสภา

62. ตะวันสีแดงส่องทาง เขียนโดย อุดร ทองน้อย

63. ตะวันสีแดง เขียนโดย สุทัศน์ เอกา

64. ตะวันดวงใหม่แห่งบูรพา เล่ม 1-2 เขียนโดย ทวี เกตะวันดี

65. ตื่นเถิดชาวเอเชีย เขียนโดย วี.ไอ.เลนิน

66. ไทย-ไท จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ ไทย-ไท

67. วิญญาณปฏิวัติ เขียนโดย สีหนาท

68. ทนายแก้ต่างของลัทธิล่าเมืองขึ้นใหม่ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศปักกิ่ง

69. ด้วยมือที่หยาบกร้าน เขียนโดย นายผี รมย์ รติวัน ช.เพ็ญแข คุณาวุฒิ ไพฑูรย์สุนทร ศิริรัตน์ สถาปนวัฒน์

70. เดินทางซ้าย เขียนโดย ณรงค์ วิทยไพศาล

71. พิทักษ์เจตนารมณ์วีรชน จัดพิมพ์โดย ฝ่ายเอกสารและสิ่งพิมพ์ งานรำลึกวีรชน 14 ตุลา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

72. วิพากษ์ นายผีโต้ลัทธิแก้ไทยวิจารณ์แห่งการวิจารณ์ อุทิศ ประสานสภา เขียนโดย อำนาจ ยุทธวิวัฒน์

73. วิพากษ์ ทฤษฎีจอมปลอม เขียนโดย กระแสทาน พรสุวรรณ

74. พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน เขียนโดย รวี โดมพระจันทร์

75. วีรชนอาเซีย จัดพิมพ์โดย กองบรรณาธิการ สังคมศาสตร์ปริทัศน์

76. ทัศนคติ ชีวิตที่ก้าวหน้า จัดพิมพ์โดย กลุ่มพัฒนา วัฒนธรรม

77. โลกทัศน์เยาวชน เขียนโดย อนุช อาภาภิรม

78. ไทยกึ่งเมืองขึ้น เขียนโดย อรัญ พรหมชมภู

79. วิเคราะห์วรรณกรรมแนวประชาชน เขียนโดย นศินี วิทูธีรศานต์

80. ที่เขาเรียกกันว่าลัทธิแก้นั้นหมายความว่ากระไร และความเป็นมาแห่งลัทธิรีวิสชั่นนิสม์ เขียนโดย ปรีดี พนมยงค์

81. ฟ้าทอง เขียนโดย อนุช อาภาภิรม

82. ยุทธวิธีของชาวบอลเชวิค เขียนโดย เจ.วี สตาลิน แปลโดย นพพร สุวรรณพาณิช

83. ผู้หญิง (1) เขียนโดย ปนัดดา เลิศล้ำอำไพ จีรนันท์ พิตรปรีชา ศรีศักดิ์ นพรัตน์ สุขสันต์ เหมือนนิรุทธ์

84. เยาวชนผู้บุกเบิก แปลโดย ศรีสารคาม

85. สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง (ทุกภาค ทุกตอน) เขียนโดย เหมาเจ๋อตุง

86. สรรนิพนธ์การทหารเหมาเจ๋อตุง เขียนโดย เหมาเจ๋อตุง

87. ผ่าตัดพุทธศาสนา จัดพิมพ์โดย ฝ่ายวิชาการองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

88. วันกรรมกร นครราชสีมา ไม่ปรากฏผู้เขียน

89. ซ้องกั๋ง แบบอย่างลัทธิยอมจำนน เขียนโดย ศิวะ รณชิต

90. ศาส์นศยาม ไม่ปรากฏผู้เขียน

91. โลกทัศน์เยาวชน ฉบับเสียงเยาวชน เขียนโดย อนุช อาภาภิรม

92. สภาพการกดขี่ขูดรีด ชาวนา ชาวไร่ไทย เขียนโดย จรัส จัณฑาลักษณ์

93. เยาวชนแดง “นิทานพื้นเมืองยุคปฏิวัติ” ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน

94. ระบบทุนนิยมในสังคมไทย เขียนโดย จันดา สระแก้ว

95. กบฏ ร.ศ.130 เขียนโดย ร้อยตรี เหรียญ ศรีจันทร์ ร้อยตรี เนตร พูนวิวัฒน์

96. ไทย-ไดเจสท์ ฉบับที่ 4 ปีที่ 1 พฤษภาคม 2518 บรรณาธิการบริหาร มนตรี จึงสิริอารักษ์

97. LENIN SELECTED WORKES

98. LENIN ON WORKERS CONTROL AND THE NATIONNALISATION OF INDUSTRY

99. LENIN ON THE UNITY OF THE INTERNATIONAL : COMMUNIST MOVEMENT

100. MARX ENGELS LENIN

101. MAN AND THE SCIENTIFIC AND TECHNOLOGICAL REVOLUTION

102. SOCIALISM TODAY

103. TERIA Y CRITICA PROGRESO

104. YOUTH AND THE PARTY

อาศัยอำนาจตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 43 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2519 ข้อ 2, ข้อ 4 และข้อ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่าเอกสารและสิ่งพิมพ์ รวม 104 ฉบับ ตามบัญชีรายชื่อข้างต้นนี้ เป็นเอกสารและสิ่งพิมพ์ซึ่งต้องห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ครอบครอง

อนึ่ง ให้เจ้าของผู้ครอบครองเอกสารและสิ่งพิมพ์ ตามบัญชีรายชื่อข้างต้นนี้ และเจ้าของผู้ครอบครองเอกสารและสิ่งพิมพ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 94 ตอนที่ 18 วันที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2520 นำส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ ท้องที่ที่ตนอาศัยอยู่ ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2520
สมัคร สุนทรเวช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

วรรณกรรมบาดแผล

วรรณกรรมเพื่อชีวิตหลัง 20 ตุลาคม 2520

รัฐบาลเผด็จการพลเรือนถูกโค่นล้มเมื่อวันที่ 20 ตุลา 20 หลังจากใช้อำนาจเผด็จการอย่างเมามันได้เพียงหนึ่งปี บรรยากาศการเมืองเริ่มผ่อนคลาย เมื่อเหล่าปัญญาชนเริ่มกลับเข้าเมืองหลังประกาศนโยบาย 66/23 วรรณกรรมเพื่อชีวิตเริ่มปรากฏตัวขึ้นอีก คราวนี้ส่วนใหญ่จะพูดถึงความสะเทือนใจเจ็บช้ำ, ปวดร้าวจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และความผิดหวังจากการสู้รบร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ วรรณกรรมยุคนี้จึงเปรียบเสมือนยาสมานแผลในใจสำหรับคนหนุ่มสาวที่มีความหวังดีต่อบ้านเมือง แต่ต้องพบกับความผิดหวัง, พ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า มีบางคนขนานนามวรรณกรรมยุคนี้ว่าเป็น “วรรณกรรมปลาสเตอร์” สร้างสรรค์เพื่อสมานแผลในใจของนักปฏิวัติหนุ่มสาว

วรรณกรรมที่กล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาที่เป็นเรื่องสั้นและนวนิยายมี

“ขุนทอง…เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง” ของ อัศศิริ ธรรมโชติ

“แม่” ของ เหลืองฝ้ายคำ

“จนกว่าจะถึงวันนั้น” ของ พีร์พลา

“ดอกไม้เปื้อนเลือด” ของ ออระสี

“ดอกไม้ตาย” ของ ประสิทธิ์ รุ่งเรืองรัตนกุล

“วันเวลาที่ผ่านเลย” ของ สายไท

“ดอกไม้บนปลายปืน” ของ แม่จันทร์

“ทางสายที่ต้องเลือก” ของ ชามา

“บนราวแห่งความคับแค้น” ของ พิบูลศักดิ์ ละครพล

“ผู้หญิงคนนั้นชื่อศาวิกา” ของ สมศักดิ์ วงศ์รัฐ

“ภาพเขียนที่ยังไม่เสร็จ” ของ แขลดา วงศ์กสิกร

ที่เป็นกวีนิพนธ์มี “อิสระและเสรี” ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์, “เขมรกล่อมลูก” ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, “ดาวศรัทธายังโชนจ้าแสง” ของ พนม นันทพฤกษ์ (สถาพร ศรีสัจจัง)

ผลงานรวมเล่มเรื่องสั้นและนวนิยาย ได้แก่

“แสงดาวแห่งศรัทธา”, “สำนึกขบถ” ของ คมทวน คันธนู

“กลั่นจากสายเลือด”, “ข้าวแค้น”, “ความหวัง เมื่อเก้านาฬิกา (หรือนกพิราบสีขาว)”, “ใต้เงาปืน”, “ดงแดง”, “ทลายแนวปิดล้อม” ของ วัฒน์ วรรลยางกูร

“คำขอโทษ” ของ หนวนอู้

“ฤดูใบไม้ผลิจักต้องมาถึง” ของ วิทยากร เชียงกูล

“พิราบเมิน” ของ รพีพร (สุวัฒน์ วรดิลก)

หลังการกลับคืนเมืองวรรณกรรม “บาดแผล” ทั้งบทกวี, เรื่องสั้น, นวนิยายเล่มเด่นๆ เช่น

“คืนก่อนการก่อเกิด”, “เรือลำใหม่”, “กลับไปหาแสงสว่าง”, “แด่ความรักอันงดงาม” ของ วิสา คัญทัพ

“ฝันให้ไกลไปให้ถึง”, “ด้วยรักแห่งอุดมการณ์” ของ วัฒน์ วรรลยางกูร

“กลางเปลวแดด” ของ ประเสริฐ จันดำ

“ไปเหนือก้อนเมฆ” ของ เสถียร จันทิมาธร

“ฤดูกาล”, “ดอกไผ่”, “มหาวิทยาลัยชีวิต” ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

“ใบไม้ที่หายไป” ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา

วรรณกรรมเพื่อชีวิตพลิกฟื้นอีกครั้ง

หนทางข้างหน้า
ระยะหลังมีการวิจารณ์วรรณกรรมเพื่อชีวิตเรื่อง “สูตรสำเร็จ” ในแง่ความซ้ำซากของเนื้อหา ความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรูปแบบและเนื้อหาความจริงใจของผู้เขียน การมีเป้าหมายเพื่อการเมืองอย่างเดียว ฯลฯ คำวิจารณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่นักเขียนแนวเพื่อชีวิตนำไปพิจารณาปรับปรุงตนเอง

วรรณกรรมเพื่อชีวิตช่วงสิบปีหลังไม่มีกลิ่นอายของการต่อสู้ที่ดุดันมักกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคมในลักษณะแปลกแยก ตัวละครแสดงความโดดเดี่ยวและเป็นปัจเจกชนสูง กล่าวถึงความล่มสลายของสังคมชนบท ความเสื่อมโทรมของสถาบันครอบครัว, ศาสนา, จริยธรรม, สิ่งแวดล้อม สะท้อนปัญหาโดยไม่มีการชี้นำอย่างในอดีต

นอกจากนี้นักเขียนรุ่นใหม่มิได้ใช้แนวสมจริงเป็นแนวทางเดียวในการเสนอวรรณกรรมเพื่อชีวิตอีกต่อไป มีการทดลองใช้แนวสัญลักษณ์นิยม แนวแอบเสิร์ด แนววิทยาศาสตร์ แนวเซอร์เรียลลิสม์ แนวจินตนาการ (FANTASY) แนวสัจนิยมมายา (Magical Realism) เป็นต้น

สิ่งที่สนับสนุนการเติบโตของวรรณกรรมเพื่อชีวิตในช่วงที่ผ่านมา คือ นิตยสารทางวรรณกรรม เช่น โลกหนังสือ ถนนหนังสือ ช่อการะเกดและนิตยสารไรเตอร์ นิตยสารเหล่านี้เป็นเวทีสนับสนุนการสร้างสรรค์วรรณกรรม ส่งเสริมนักเขียนรุ่นใหม่ให้เข้ามาบนถนนวรรณกรรมอย่างไม่ขาดสาย เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในช่วงวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 ทำให้วิญญาณต่อสู้ของนักเขียนวรรณกรรมเพื่อชีวิตคุโชนขึ้นอีก บทกวีที่ถ่ายทอดเหตุการณ์หลั่งไหลออกมามากมาย

“น้ำค้างกลางถนน” ของ ไพบูลย์ วงษ์เทศ

“หมายเหตุประชาชน” ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ

“ใครฆ่าประชาชน” ของ ยืนยง โอภากุล

“ปฏิญาณ” ของ ทิวา สาระจูฑะ

“แด่วีรชน” ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

“ฝนแรก” ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนร่วมสมัย ทั้งที่อยู่ในเหตุการณ์และไม่อยู่ในเหตุการณ์ ความทรงจำนั้นถูกกรองร้อยเป็นวรรณกรรมเพื่อปลุกจิตสำนึก สร้างอุดมคติของความเสียสละเพื่อผู้อื่นและสังคมส่วนรวม จิตวิญญาณของ 14 ตุลา 16 จึงยังคงสืบสานสู่คนรุ่นหลังอย่างเข้มข้น เข้มแข็งไม่มีวันดับสูญ

ถึงวันนี้ สังคมเปลี่ยนไป ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติรุนแรงอีกครั้ง กลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของ IMF คนตกงานมากมายนับล้านคน สังคมตกอยู่ในภาวะตึงเครียดสันสนครั้งใหญ่อีกครั้ง สภาวการณ์นี้จะเป็นพลังผลักดันให้มีการสร้างสรรค์วรรณกรรมที่แหลมคมออกมาอีกหรือเปล่า วรรณกรรมเพื่อชีวิตจะกลับมาชี้นำสังคมได้อีกหรือไม่ เราคอยคำตอบอยู่

ที่มา : คัดจากหนังสือ “อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 2516” จากข้อมูลของฝ่ายนิทรรศการ 25 ปี 14 ตุลา ในชื่อเดิมว่า “25 ปี 14 ตุลา มองผ่านวรรณกรรมเพื่อชีวิต” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สายธาร, ตุลาคม 2541.

********************************************************************