--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เอเอฟพี: ทนายทักษิณอัดแผนสมานฉันท์ “แหกตา”

ที่มา – AFP
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

เมื่อวันพุธ ทนายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัยวิจารณ์แผนการสมานฉันท์ของกรุงเทพว่า เป็นเรื่อง “แหกตา” เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการเสียชีวิตในระหว่างการประท้วงบนท้องถนนของ “เสื้อแดง”

โรเบิร์ด อัมสเตอร์ดัม ทนายความกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะมาสร้างความสมานฉันท์ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองซึ่งคุณจับยัดคุกโดยใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ นำกฎหมายฉุกเฉินมาใช้โดยขัดกับหลักนิติธรรม”
“รัฐบาลไทยทำทุกอย่างเพื่อจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของพวกเขา เพื่อจำกัดสิทธิในการเดินทาง เพื่อจำกัดสิทธิในการพูด ที่เป็นอยู่อย่างนี้นะหรือ ต้องขอโทษด้วยหากผมจะพูดว่า เป็นการสร้างความสมานฉันท์อย่างแหกตา”

อัมสเตอร์ดัม หนึ่งในทีมทนายความอย่างน้อย ๗ คนซึ่งเป็นตัวแทนของทักษิณ เรียกร้องให้มีการสมานฉันท์ผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และ “เปลี่ยนแปลงการปกครองบางอย่างที่เรียกกันว่า การเลือกตั้ง”

การชุมนุมของเสื้อแดงต้องถูกสลายไปเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เมื่อกองทัพบุกเข้าทำลายค่ายที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ใจกลางกรุงเทพ การปะทะกันอย่างรุนแรงระลอกแล้วระลอกเล่า และการจูโจมของกองทัพทำให้มีผู้เสียชีวิต ๙๐ ศพ และได้รับบาดเจ็บเกือบ ๑,๙๐๐ คน

รัฐบาลได้ออกมาแก้ตัวในการใช้กำลังทหาร โดยกล่าวว่าพวกเขาได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุนจริงเพื่อแค่เป็นการยิงเตือน เพื่อการป้องกันตัวเอง หรือเพื่อต่อต้าน “ผู้ก่อการร้าย” ซึ่งรัฐบาลกล่าวหาว่ายุแหย่ให้เกิดความไม่สงบ

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สัญญาว่าจะมีการสอบสวนในการตายอย่างไม่ลำเอียง แต่พรรคฝ่ายค้านหลักกล่าวว่า พวกเขากลัวเรื่อง “ความไม่โปร่งใส”

กรุงเทพกล่าวหาทักษิณว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินในการประท้วง และยุยงให้เกิดความวุ่นวาย ในขณะที่ศาลไทยออกหมายจับอดีตมหาเศรษฐีด้านโทรคมนาคม – ซึ่งถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารของกองทัพในปี ๒๕๔๙ – ด้วยข้อหาผู้ก่อการร้าย

แกนนำเสื้อแดงระดับสูงหลายคนถูกจำคุก

อัมสเตอร์ดัม พูดในระหว่างการแถลงข่าวที่โตเกียว โดยกล่าวว่า เขามาเยือนญี่ปุ่นเนื่องจากเหยื่อรายหนึ่งเป็นนักข่าวชาวญี่ปุ่น

เสื้อแดงกำลังรณรงค์ให้มีการเลือกตั้ง พวกเขาหวังว่าจะขับไล่รัฐบาลชุดนี้ได้ ซึ่งพวกเขามองว่าขาดความเป็นประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลนี้เข้ามามีอำนาจโดยการหนุนหลังของกองทัพ หลังจากศาลมีคำสั่งให้ยุบรัฐบาลชุดที่แล้ว

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ป.ป.ช.บิดเบือนการใช้กฎหมาย?

เมื่อสัปดาห์ก่อนพูดถึงเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เป็นผู้ทำลายหลักการและกฎหมายการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ของรัฐเสียเอง

เนื่องจากมีมติให้ยกคำร้องกรณีที่มีการกล่าวหาว่า นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ขณะเป็นเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ รองเลขาธิการฯเข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการที่สำนักงานศาลปกครองว่าจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำวิจัย โดยบุคคลทั้งสองรับค่าที่ปรึกษาโครงการคนละเกือบ 200,000 บาท ทั้งที่ๆที่เป็นผู้อนุมัติให้ว่าจ้างและตรวจรับงานดังกล่าว

ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่า กำลังบิดเบือนการใช้กฎหมายโดยมีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ให้ยกคำร้องกรณีที่มีการกล่าวหานายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ว่า กระทำการขัดต่อมาตรา 100 (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพราะเป็นกรรมการและนายกสภาในสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน(มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา วิทยาลัยศรีโสภณ) และของรัฐหลายแห่ง

เหตุผลในการยกคำร้องดังกล่าวสรุปได้ ดังนี้

1.ขณะนายวิจิตรเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ยังอยู่ภายใต้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุแห่งความสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีกำหนดไว้

2.แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีในเหตุแห่งการกระทำที่เป็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา 265 - 269 แต่บทเฉพาะกาลมาตรา 298 วรรคสาม กำหนดมิให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 267 - 269 มาเป็นเหตุสิ้นสุดแห่งความเป็นรัฐมนตรีรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

ดังนั้น แม้ว่านายวิจิตร จะดำรงตำแหน่งกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยเอกชนซึ่งที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นกรรมการและมหาวิทยาลัยของรัฐ อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 267 แต่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 298 วรรคสาม

3. การที่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มีความมุ่งหมายที่จะสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากบุคคลต่างๆ หลายแหล่งโดยไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของหลักการหลายอย่างในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ 2550 รวมทั้งหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ด้วย

ความมุ่งหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้รับการยืนยันโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 298 (ยกเว้นการบังคับใช้ มาตรามาตรา 265 - 269กับคณะรัฐมนตรี)

ดังนั้น รัฐธรรมนูญ จึงได้บัญญัติยกเว้นอยู่ในตัวมิให้การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100(4)

ถ้าอ่านข้ออ้างในการยกคำร้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช.อย่างผ่านๆแล้วอาจดูสมเหตุสมผล แต่ถ้าพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดแล้ว เห็นชัดว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำลังตีขลุม(มั่ว?)เอาบทบัญญัติของกฎหมายที่มีสาระคนละเรื่องมาทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 267-268 มีสาระสำคัญเรื่องการห้ามรัฐมนตรีเข้าดำรงตำแหน่ง ห้ามแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงห้ามถือสัมปทานหรือเป็นหุ้นส่วนของบริษัทที่ถือสัมปทานของรัฐเท่านั้น

ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 100(4) ที่นายวิจิตรถูกกล่าวหาว่า กระทำการฝ่าฝืนนั้น เป็นการห้ามมิให้รัฐมนตรีเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างของธุรกิจเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือตรวจสอบของหน่วยงานรัฐที่รัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแลเพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอกชนที่ตนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่

ถ้ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ต้องการมิให้นำบทบัญญัติในมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาบังคับใช้ ก็ควรบัญญัติไว้ให้ชัดเจนเช่นเดียวกับบัญญัติมิให้นำรัฐธรรมนูญมาตรา 267-268 มาบังคับใช้

นอกจากนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งนายกฯและรัฐมนตรีก็ต้องปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน อาทิ การยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่แม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมิได้บัญญัติให้รัฐมนตรีต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน แต่รัฐมนตรีก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

มีรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรา 100(4) อย่างเคร่งครัดทั้งขณะดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่นายวิจิตรกลับละเลยเพิกเฉย

แต่ไม่รู้ทำบุญอะไรไว้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติอุ้มอย่างโจ่งแจ้งแบบไม่อายฟ้าไม่อายดิน

ที่มา.มติชนออนไลน์
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

24 มิถุนากับพระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะทหาร และลูกชาย ที่ชื่อประชาธิปไตย

อรรคพล สาตุ้ม

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระยาพหลพลพยุหเสนาได้ร่วมกับคณะราษฎรโดยเป็นหัวหน้าคณะราษฎรทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้รับฉายาว่า "เชษฐบุรุษประชาธิปไตย" และหลังจากที่คำว่าประชาธิปไตยได้ถูกบัญญัติและเผยแพร่ไป มีชาวบ้านบางคนคิดว่า เป็นชื่อของลูกชายของพระยาพหลพลพยุหเสนาด้วยซ้ำ

การตีความ 24 มิถุนายน 2475
ผู้เขียนสนใจในประเด็นของการตีความ 24 มิถุนายน 2475 โดยเชื่อมโยงเรื่องเล่าการเข้าร่วมคณะราษฎรของพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ร่วมกับคณะราษฎรโดยเป็นหัวหน้าคณะราษฎรทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และผู้เขียนอ้างอิงที่มาของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ๒๔ มิถุนา: การตีความ ๔ แบบ ซึ่งเริ่มต้นว่า เหตุการณ์ แบบไหนจัดว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์? วินาทีที่ผู้อ่านกำลังอ่านข้อความเหล่านี้ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย หรือในโลก มีเด็กกำลังเกิด ซึ่งสำหรับพ่อแม่ของเด็กนั้น คงทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย อาจจะเปลี่ยนแปลงชนิดตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้เลยก็ได้

ในแง่นี้ การเกิดของลูกย่อมเป็น “เหตุการณ์สำคัญ” ของพวกเขา แต่สำหรับคนอื่นๆ (“สังคม”) การเกิดของเด็กชายหรือเด็กหญิงคนนั้น จะถือว่าเป็น “เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์” ได้หรือไม่?

ปัญหาว่าอะไรคือ เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นปัญหาที่นักประวัติศาสตร์เองและผู้สนใน ปรัชญาประวัติศาสตร์ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบมาเป็นเวลานาน นักปรัชญาผู้หนึ่งเคยเสนอว่า เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์คือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความ สัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่ (causes a mutation in the existing structural relations) แต่ก็มีนักปรัชญาบางคนแย้งว่า เหตุการณ์อย่างการตายของคาร์ล มาร์กซ แม้จะไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง แต่ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ . . . . .
เหตุการณ์ ในประเทศสยาม เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์หรือไม่? สำคัญแค่ไหน? อย่างไร? ในเวลา ๗๑ ปีที่ผ่านมา ความคิดเห็น ความรู้สึก (หรือพูดแบบวิชาการหน่อยคือ “การตีความ”) ต่อเหตุการณ์นั้นได้เปลี่ยนแปลงไป อาจกล่าวได้ว่าในระยะ ๗ ทศวรรษนี้ มีวิธีมอง “๒๔ มิถุนา” หรือ “๒๔๗๕” ได้ ๔ แบบ ถ้าจะยืมภาษาวิชาการเกี่ยวกับการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ความคิดที่ได้รับการ ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ก็คือ มี “กระบวนทัศน์การตีความ” (interpretive paradigm) เกี่ยวกับ “๒๔ มิถุนา” อยู่ ๔ กระบวนทัศน์ คือ แบบที่หนึ่ง เชียร์คณะราษฎร โจมตีเจ้า แบบที่สอง เชียร์เจ้า โจมตีคณะราษฎร แบบที่สาม โจมตีทั้งเจ้า ทั้งคณะราษฎร และผู้เขียน ก็ขอเน้นที่มุมมองล่าสุดในการตีความ 2475 แบบที่สี่ เชียร์ทั้งเจ้า ทั้งปรีดี (คณะราษฎร) ในปัจจุบัน โดยเน้นชัดที่ปรีดี พนมยงค์ คือ

....กระบวนทัศน์ใหม่ได้ ขณะเดียวกัน การรื้อฟื้นเกียรติภูมิของปรีดี ก็มีลักษณะที่คล้ายกับการยกย่องผู้นำแบบจารีตของไทยในอดีตมากขึ้นทุกที (โปรดสังเกตการเรียกปรีดีว่า “พ่อ” ในกลอน “พ่อของข้าฯนามระบือชื่อปรีดี”) เราจึงอาจกล่าวถึง “การรองรับซึ่งกันและกัน” (mutual-accommodation) ระหว่างกระบวนทัศน์ทั้งสองต้นแบบ ของการรองรับซึ่งกันและกันนี้ เริ่มมีร่องรอยให้เห็นตั้งแต่ปลายปี ๒๕๒๓ ในหนังสือที่ระลึกพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระปกเกล้า ซึ่งนอกจากมีเนื้อหาที่เป็นราชสดุดีต่อรัชกาลที่ ๗ แล้ว ยังมีการตีพิมพ์ประกาศคณะราษฎร (ที่ประณามพระองค์) ฉบับเต็มด้วย ในทางกลับกัน ในงานฉลอง ๑๐๐ ปีปรีดี ที่ธรรมศาสตร์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ ในภาพสไลด์ชุดสดุดีปรีดี มีภาพหนึ่งเป็นพระราชหัตถเลขาสละราชย์ (ที่ประณามปรีดีและคณะราษฎร) แต่ที่อาจถือเป็นแบบฉบับของกระบวนทัศน์ใหม่นี้ คือบทความ (จากปาฐกถา) ของประเวศ วะสี เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์ กับรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์”

ที่สำคัญ กระบวนทัศน์การตีความ “๒๔ มิถุนา” ใหม่นี้ แสดงออกที่ ในปัจจุบัน รัฐได้ให้การสนับสนุนและดำเนินการจัดตั้งองค์การอย่าง สถาบัน และ พิพิธภัณฑ์ พระปกเกล้า ขณะเดียวกับที่ ทำการเสนอชื่อปรีดี ให้เป็นบุคคลสำคัญของยูเนสโก และจัดงานฉลอง ๑๐๐ ปีให้กับปรีดี(1)

คณะราษฎร:พระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะทหาร และลูกชาย ที่ชื่อประชาธิปไตย

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหนึ่งในคณะราษฎรฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็น 1 ใน 4 ทหารเสือ ที่ประกอบด้วย ตัวท่าน, พระยาฤทธิ์อัคเนย์, พระยาทรงสุรเดช และ พระประศาสน์พิทยายุทธ ในระหว่างการประชุมวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น พระยาพหล ฯ ได้เคยมีดำริถึงเรื่องนี้มาก่อนและเปรยว่า ทำอย่างไรให้อำนาจการปกครองอยู่ในมือของคนทั่วไปจริง ๆ ไม่ใช่อยู่ในมือของชนชั้นปกครองแค่ไม่กี่คน และเมื่อคณะราษฎรทั้งหมดยกให้ท่านเป็นหัวหน้า ท่านก็รับไว้

ในเช้าวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านได้สั่งเสียไว้กับภรรยา (ท่านผู้หญิงบุญหลง พลพยุหเสนา) ว่า หากทำการมิสำเร็จและต้องประสบภัยถึงแก่ชีวิตแล้ว ขอให้คุณหญิงจงเป็นพยานแก่คนทั้งหลายว่า "การที่คิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินครั้งนี้ มิได้หมายจะช่วงชิงเอาราชบัลลังก์ หรือคิดจะล้มราชบัลลังก์แต่อย่างใดเลย ความมุ่งหมายจำกัดอยู่แต่เพียงว่า ให้องค์กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้มีสภาการปกครองแผ่นดิน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้น้อยและประชาราษฎรได้แสดงความคิดเห็นในราชการบ้านเมืองได้บ้าง" และฝากให้เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีด้วย ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับพระประศาสน์พิทยายุทธที่ขับรถมา มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อสมทบกับพระยาทรงสุรเดชตามแผนที่วางไว้ พร้อมกับเหน็บปืนพกค้อลท์รีวอลเวอร์ที่เอว เป็นอาวุธข้างกาย

ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อทหารทุกหน่วยมาพร้อมแล้ว พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้เดินออกจากร่มเงาต้นอโศกข้างถนนราชดำเนิน เพื่อแสดงตนเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ และอ่านประกาศฉบับแรกของคณะราษฏร (2) เป็นต้นธารของประวัติศาสตร์ แน่นอนว่า เมื่อเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งคนในสมัยปัจจุบัน ก็ประเมินเหตุการณ์นี้ไปคนละแบบ โดยแต่ละมุมมอง(3) ก็น่าสนใจผู้เขียน ก็เห็นว่าไม่มีการเสียเลือดเนื้อใด

ในการเปลี่ยนแปลง 2475 และก็สมควรกับการทำหน้าที่ของสิ่งที่พระยาพหลพลพยุหเสนา มีคติประจำใจว่า ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชาย ต้องไว้ชื่อ และบทบาทอันควรค่าของพระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะทหาร กับวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้ร่วมกับคณะราษฎรโดยเป็นหัวหน้าคณะราษฎรทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย จนได้รับฉายาว่า "เชษฐบุรุษประชาธิปไตย" จากบทบาทที่มีค่อนข้างสูงในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะเป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายทหารบก และหลังจากที่คำว่าประชาธิปไตยได้ถูกบัญญัติและเผยแพร่ไป มีชาวบ้านบางคนคิดว่า เป็นชื่อของลูกชายของพระยาพหลพลพยุหเสนาด้วยซ้ำ ซึ่งต่อมาชื่อของพระยาพหลพลพยุหเสนา ก็ปรากฏเป็นชื่อ ถนนพหลโยธิน ต่างๆ นานา

เมื่อชาวบ้านบางคนคิดว่า จุดเริ่มต้นคำว่าประชาธิปไตยนั้น สัมพันธ์เป็นชื่อของลูกชายพระยาพหลพลพยุหเสนา กับอุดมการณ์ของคณะราษฎร ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนวันชาติ คือ วันที่ 24 มิถุนา หายไปในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่มีการสถาปนาการเมืองระบบพ่อขุนอุปถ้มภ์แบบเผด็จการ ซึ่งทหาร ก็มาลบภาพความทรงจำของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จากความสำคัญของวันชาติในอดีต โดยสัญลักษณ์เชื่อมโยงวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และวันเปิดสถานีโทรทัศน์ วิทยุ และตราสัญลักษณ์ของทีวี ในสมัยนั้น ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนบทความไปก่อนหน้านี้ แล้วเวลาต่อมา พระยาพหลพลพยุหเสนา และปรีดี พนมยงค์ ก็ค่อยๆ จางหายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่ง หลังยุคสฤษดิ์ไปอีกหลายปีนั้น ชื่อของปรีดี พนมยงค์ ก็กลับมาเป็น“พ่อ” ในกลอน เช่นว่า “พ่อของข้าฯนามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ” แต่ว่า สิ่งที่แตกต่างในการตีความ 24 มิถุนายน 2475 จนปัจจุบัน ก็คือ การชูปรีดีแบบประเวศ วะสี และต่อมา ประเวศ ก็คิดเห็นแตกต่างจากปรีดีในเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน(4) แล้วประเทศตามระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็เชื่อมโยงชาติไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม ทหารหายไปจากการระลึกถึงความทรงจำเชื่อมโยงชุมชนจินตกรรมแห่งชาติ ในความเป็นพ่อ หรือ ลุง(5) เฉกเช่นพระยาพหลพลพยุหเสนา ฉายาว่า "เชษฐบุรุษประชาธิปไตย" หลังจากที่คำว่าประชาธิปไตยได้ถูกบัญญัติและเผยแพร่ไป มีชาวบ้านบางคนคิดว่า เป็นชื่อของลูกชายของพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งในแง่นี้ การเกิดของลูกย่อมเป็น “เหตุการณ์สำคัญ” ของพวกเรา เชื่อมโยงไม่ให้คณะราษฎร หรือทหารของราษฎรถูกลืมเลือนจางหายไป

อ้างอิง
1.ดูเพิ่มเติม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ๒๔ มิถุนา: การตีความ ๔ แบบ
http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/causes-mutation-in-existing-structural.html
2. ดูเพิ่มเติม วิกิพีเดีย th.wikipedia.org/.../พระยาพหลพลพยุหเสนา_(พจน์_พหลโยธิน)
3,ผู้เขียนเคยอ้างอิงในศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความ(19 กรกฎาคม 2551) และ
4. อรรคพล สาตุ้ม ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านต่างกัน (ดูในประชาไท หรือไทยอีนิวส์)
http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_8771.html
5.อรรคพล สาตุ้ม ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม(ดูในประชาไท หรือไทยอีนิวส์)
http://thaienews.blogspot.com/2009/10/blog-post_1945.html

ทำไมต้องเนวิน

ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

เพราะความไม่น่าเชื่อถือของรัฐบาลและศอฉ.ในวิกฤตบ้านเมืองต่อเนื่องมาตั้งแต่เหตุการณ์เม.ย.และพ.ค.เลือด เมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณใกล้ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ไปจนถึงมีระเบิดที่อุดรธานี และตรวจพบอีกลูกโยนทิ้งแถวรามอินทรา

แกนนำรัฐบาลและศอฉ. ต้องดาหน้ากันออกมาปฏิเสธข่าวพัลวันว่าไม่ใช่เป็นการสร้างสถานการณ์

มิใช่การสร้างเรื่องเพื่อคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ ลากยาวต่อไป!

กล่าวได้ว่า ในเหตุนองเลือดที่ผ่านมา ดูจะเชื่อใครไม่ได้เลย

ภายใต้ความรุนแรง มือลึกลับเผานั่นเผานี่ นักรบชุดดำเอ็ม 79 เต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อน

เป็นฝีมือใคร ฝ่ายไหนก็ได้ทั้งนั้น!?!

แต่กระนั้นก็ตาม กรณีระเบิดที่ข้างพรรคภูมิใจไทยนั้น

ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นเช่นไร ต้องไม่สนับสนุนวิธีการก่อเหตุเช่นนี้ เพราะมีแต่จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ไม่ว่าจะต่อคนภายในที่ทำการพรรค คนสำคัญของพรรค และชาวบ้านที่พักอาศัยบริเวณรอบๆ

ต้องขอแสดงความเห็นใจ!

เพียงแต่หยิบยกมาพูด เพื่อตั้งข้อสังเกตว่า พอเกิดเหตุปุ๊บ ทำไมรัฐบาลต้องปฏิเสธข่าวสร้างสถานการณ์ปั๊บ นั่นสะท้อนถึงความรู้สึกของสังคมที่มีต่อรัฐ ว่าไม่น่าเชื่อถือ

ส่วนในทางคดี หลังจากพบผู้ร่วมก่อเหตุบาดเจ็บในที่เกิดเหตุ จึงสามารถสอบสวนหาต้นตอที่มาได้ ขณะนี้โยงถึงคนเสื้อแดงทางภาคตะวันออก

ฝ่ายนายเนวิน ชิดชอบ ถึงกับระบุว่า เป็นแผนลอบสังหาร

ไม่ว่าใครก็ตามที่ตกเป็นเป้าสังหาร ต้องเห็นใจ

เพียงแต่น่าคิดต่อไปว่า ถ้าเป็นฝีมือของเสื้อแดงพุ่งเป้าใส่นายเนวินจริงๆ แล้ว สาเหตุมาจากอะไร!??

อันดับแรกต้องมาจากความแค้นเคืองกรณีสลายม็อบ

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ต้องคอยป้องกันความแค้นจากเสื้อแดงต่อเป้าหมายหลักคือ นายกฯ และรองนายกฯ เทพเทือก

แต่เหตุใดเสื้อแดงจึงลงมือมุ่งเป้านายเนวิน

ยังนึกอะไรไม่ออก นึกได้แต่กระแสข่าวที่สะพัดในช่วงจลาจล

ที่สงสัยกันว่านักรบชุดดำมาจากไหนกันแน่ มาจากชายแดนหรือไม่

ไปจนถึงข้อถกเถียงที่ว่า ศอฉ.ชี้เปรี้ยงว่าเสื้อแดงเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เผาโรงหนังสยาม

แต่ทำไมจับคนเผาไม่ได้ และทำไมจับชุดดำไม่ได้!

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไร้น้ำยา

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

กรณีนายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำผู้ว่าราชการจังหวัดที่อ้างว่ามีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวจำนวน 23 คน ไปหารือข้าราชการด้านการท่องเที่ยวและศึกษาดูงานที่ประเทศสเปน ตามโครงการพัฒนาวิสัยทัศน์และสมรรถนะผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการบริหารราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ 2553 ระหว่างวันที่ 14-21 มิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำชับรัฐมนตรีและข้าราชการทุกหน่วย รวมทั้ง ส.ส. และ ส.ว. งดเดินทางไปทัศนศึกษาต่างประเทศชั่วคราว ถ้าโครงการใดที่ไม่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงมหาดไทยขอให้ระงับโครงการเดินทางไปดูงานต่างประเทศไว้ก่อน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้ออำนวย แต่นายชวรัตน์กลับนำข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปตามโครงการดังกล่าว

ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็มีปัญหากับคณะกรรมาธิการต่างๆที่เดินทางไปต่างประเทศถึง 12 คณะ โดยอ้างว่าศึกษาดูงาน ทั้งที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ขอร้องว่าให้ช่วยประหยัดงบประมาณ ซึ่งแต่ละคณะมีค่าใช้จ่ายในการดูงานประมาณ 2.3 ล้านบาท และบางคณะใช้จนเหลือไม่ถึง 10 บาท ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอร้อง เพราะเป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงจิตสำนึก ความเสียสละ และความรับผิดชอบของรัฐมนตรีและนักการเมืองไทยว่าเป็นอย่างไร

ที่สำคัญทุกฝ่ายรู้ดีว่าการอ้างเดินทางไปดูงานหรือศึกษางานในต่างประเทศแต่ละปี ที่กลายเป็นประเพณีที่เกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม จะต้องกำหนดไว้ในแผนงบประมาณนั้น เป็นการไปศึกษาดูงาน หรือไปเที่ยว ผลาญงบประมาณที่เป็นเงินภาษีของประชาชน

ไม่ว่าจะมีเสียงประณามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร นักการเมืองหรือข้าราชการก็ไม่สนใจ และยังไม่สำนึกต่อกระแสสังคมเลยแม้แต่น้อย

โดยเฉพาะกรณีกระทรวงมหาดไทยที่นอกจากไม่เกรงกลัวคำสั่งของนายอภิสิทธิ์แล้ว ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้แค่ไร้น้ำยาเท่านั้น แต่ยังไร้ศักดิ์ศรีที่จะเป็นผู้นำรัฐบาลอีกด้วย

อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์จึงไม่กล้าแตะต้องรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่มีข่าวพาดพิงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมากมาย

นายอภิสิทธิ์จึงไม่ได้เป็นแค่ผู้นำรัฐบาลที่ไร้น้ำยาและไร้ศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่ยังถูกประณามว่าเป็น “ผู้นำมือเปื้อนเลือด” ที่ไร้ความชอบธรรมที่จะเป็นผู้นำประเทศต่อไปอีกด้วย

ศอฉ.ไล่บี้เสื้อแดงส่งกองร้อยรักษาความสงบลงคุมพื้นที่

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ศอฉ. เดินหน้ากดดันคนเสื้อแดงต่อเนื่อง ตั้งกองร้อยรักษาความสงบลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด อ้างพบความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ สั่งตรวจเข้มพื้นที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง แย้มต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ครบทั้ง 24 จังหวัด ตำรวจตั้ง 7 ชุดไล่ล่า “อริสมันต์-สุภรณ์-อดิศร” แต่ยังไม่พบตัว โอนสำนวนเป็นคดีพิเศษแล้ว 162 คดี ถังแก๊สผูกระเบิดโผล่กองขยะแถวรามอินทรา เชื่อคนร้ายเตรียมก่อเหตุแต่กลัวความผิดจึงเอามาทิ้ง “จตุพร” ปูด ศอฉ. เรียกระดมมือสไนเปอร์ ตั้งคำถามกำลังคิดจะทำอะไร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพบระเบิดที่จังหวัดอุดรธานีว่า เป็นเรื่องที่เคยบอกไปแล้วว่ายังมีความพยายามทำเรื่องเหล่านี้อยู่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้เกิด อยากบอกกับประชาชนที่เห็นแตกต่างว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงเพราะรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาต่างๆอยู่

“การปรับเปลี่ยนความคิดเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองต้องปราศจากความรุนแรงเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า การต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินคิดว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) น่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อนครบกำหนดวันที่ 7 ก.ค. ซึ่งยังไม่รู้ว่า ศอฉ. สรุปเรื่องนี้อย่างไร แต่เข้าใจว่าคงต่ออายุไม่ครบทุกพื้นที่

พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ยังไม่พบตัวนายกำพล คำคง ผู้ต้องหาที่จ้างวานให้ก่อเหตุระเบิดพรรคภูมิใจไทย เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามอยู่ ส่วนหมายจับจะขออนุมัติจากศาลเร็วๆนี้

ถังแก๊สผูกระเบิดโผล่รามอินทรา

“ได้รับรายงานว่ามีการพบถังแก๊สผูกระเบิดแบบเดียวกับที่พรรคภูมิใจไทยถูกนำมาวางทิ้งกองขยะภายในซอยรามอินทรา 81 พื้นที่สถานีตำรวจนครบาลคันนายาว จากการเก็บกู้พบว่าเป็นการต่อวงจรระเบิดเข้ากับถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม มีแบตเตอรี่และพบเชื้อปะทุในถังแก๊สพร้อมใช้งาน คาดว่าน่าจะเตรียมระเบิดไว้ก่อเหตุสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เกรงว่าตำรวจจะสาวมาถึงตัวคนทำจึงนำไปทิ้งไว้” พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวและว่า จากพฤติกรรมที่พบเชื่อว่าน่าจะทำงานกันเป็นทีม โดยมีกลุ่มคอยจัดทำระเบิดให้

สั่งตำรวจเพิ่มระวังเหตุร้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สัณฐานได้ทำหนังสือแจ้งกับทุกหน่วยงานในสังกัดให้เพิ่มความระมัดระวังเหตุร้ายให้มากขึ้น และเพิ่มการตรวจสอบยานพาหนะที่นำมาจอดทิ้งไว้ตามพื้นที่สัญลักษณ์ต่างๆ เพราะเชื่อว่ากำลังมีความพยายามก่อความวุ่นวายเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

ตั้ง 7 ชุดไล่ล่า “อริสมันต์-สุภรณ์-อดิศร”

พ.ต.อ.ทรงพล วัฒนะชัย รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการปฏิบัติภารกิจของ ศอฉ. ในการติดตามตัวแกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีว่า กรณีของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ตำรวจได้ติดตามในทุกพื้นที่ ทั้งบ้านพักภรรยา บุตร บ้านพักบิดามารดา แม้กระทั่งเพื่อนสนิทหรือสถานที่ต่างๆที่จะไปพักพิงได้ โดยดำเนินการในทุกมิติ ทุกช่องทางแต่ยังไม่พบตัว ส่วนกรณีของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายอดิศร เพียงเกษ แกนนำ นปช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและกองบังคับการตำรวจปราบปรามแบ่งการทำงานออกเป็น 7 ชุดในการติดตามตัว

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายอริสมันต์หลบอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านนั้น พ.ต.อ.ทรงพลกล่าวว่า การตรวจสอบเส้นทางเข้าออกตามปรกติไม่พบนายอริสมันต์ หากไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านอาจเป็นการเดินเท้าออกไปในช่องทางที่ไม่ปรกติ

ศอฉ. ส่งทหารลงพื้นที่เสื้อแดง

พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ระบุว่า ยังมีข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ไม่หวังดีในพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และอีสาน จึงจำเป็นจะต้องส่งทหารเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูล โดยเน้นการทำงานของสายตรวจร่วมกับตำรวจ ทหาร ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจในพื้นที่สำคัญๆ รวมไปถึงบ้านบุคคลสำคัญ ศาล สัญลักษณ์ทางการเมือง และมีกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อยลงพื้นที่ทำงานทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ส่วนการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะมีที่ใดบ้าง สัปดาห์หน้าถึงจะเสนอรัฐบาลพิจารณาได้ ชัดเจนว่าจะต้องต่ออายุการใช้งานออกไปอีกแต่คงไม่ครบทั้ง 24 จังหวัด ส่วนเหตุระเบิดที่ข้างพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลหรือ ศอฉ. เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะถึงไม่มีเหตุระเบิดก็ต่ออายุได้อยู่แล้ว เนื่องจากยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบทั่วประเทศอยู่

ดีเอสไอเผยคดีพิเศษพุ่ง 162 คดี

พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับโอนคดีต่างๆจากตำรวจมาเป็นคดีพิเศษรวม 162 คดี และกำลังรอการโอนคดีวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นคดีพิเศษ ส่วนการเรียกสอบถามการทำธุรกรรมต้องสงสัยนั้น ถ้าไม่พบข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมถือว่าการสอบถามสิ้นสุด ยกเว้นกรณีไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้ก็จะพิจารณาตั้งข้อกล่าวหาต่อไป แต่จะไม่มีการควบคุมตัว

ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าบ้านเมืองอยู่ในความไม่ปรกติสุข จะต่อการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต่อไปไม่ต้องสร้างสถานการณ์อะไรขึ้นมา และอย่าโยนมาให้คนเสื้อแดง ส่วนกรณีที่โฆษกพรรคภูมิใจระบุว่าเหตุระเบิดข้างที่ทำการพรรคเป็นการพยายามลอบสังหารนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคนั้น คิดว่าเป็นการพูดที่เกินเลย เป็นการอาศัยสถานการณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง

“จตุพร” ปูดระดมมือยิงสไนเปอร์

“ผมได้ข่าวมาว่ามีการเตรียมพลซุ่มยิงที่ใช้สไนเปอร์อยู่ใน ศอฉ. และล่าสุดเห็นว่าไปรวมกันอยู่ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ 20 กว่านาย ผมอยากถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ว่าคุณกำลังคิดจะทำอะไร” นายจตุพรกล่าว

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นบัญชีดำนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เข้าประเทศ เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่ากำลังมีการเดินสายล็อบบี้ประเทศต่างๆเพื่อกดดันประเทศไทยด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

“นายโรเบิร์ตเริ่มเดินสายที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก มีการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยหลายเรื่องและยังก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงด้วย ก่อนหน้านี้ก็เคยร่วมประชุมกับแกนนำคนเสื้อแดง ถือว่ามีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์จึงควรห้ามเข้าประเทศ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

‘ฉุกเฉิน’คนใช้ลืมตัว ทำชาติวุ่นวาย!

ไม่รู้ว่า...เสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้มีการประกาศ “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จะเข้าไปถึงโสดประสาทของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่? ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยออกประกาศ ฉบับที่ 1 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 11 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งกฎหมายนี้ได้กำหนดเงื่อนไข

และเงื่อนเวลาในการยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ใน ตัวบทในมาตรา 5 วรรคสอง มาตรา 5 (วรรคสอง) การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาให้นายกรัฐมนตรี

โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายเวลาการบังคับใช้ออกไปอีกเป็นคราวๆ ละไม่เกินสามเดือน (วรรคสาม)เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบหรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

ประเด็นเพิ่มเติม คือ หากหลังจากสิ้นสุดการกำหนดระยะเวลาการประกาศในวันที่ 7 ก.ค.53 หรือครบสามเดือนแล้วรัฐบาลมีความจำเป็นอะไรที่ต้องขอขยายระยะเวลา เพราะเงื่อนไขในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ผ่านพ้นไปแล้ว และผู้ชุมนุมก็ถูกคุมขังสลายตัวไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 53 อย่างไรก็ตาม

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อให้สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ได้เข็มข้นขึ้นกว่าอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในมาตรา 5 ทำให้มีอำนาจในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า...เป็นผู้ร่วมกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

และสามารถใช้กำลังทหารเข้าระงับเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ โดยการใช้อำนาจตามมาตรานี้เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ที่มีลักษณะเข้มข้น...ทำให้รัฐบาลสามารถ “ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพ” ของประชาชนได้มากกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินแบบธรรมดา ซึ่งในมาตรา 11 วรรคท้ายได้กำหนดเงื่อนเวลา

การใช้อำนาจตามมาตรา 11 นี้โดยให้ประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว มาตรา 11 (วรรคท้าย) เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรง ตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว หากวิเคราะห์กันตามเจตนารมภ์ของตัวบทยอมเห็นว่า...

กฎหมายได้วางหลักให้ “นายกรัฐมนตรี” ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วเมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยไม่มีบทให้สามารถขออนุมัติต่ออายุหรือขอขยายระยะเวลาได้เหมือนกับมาตรา 5 เพื่อไม่ให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจอย่างเข็มข้นในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในเรื่องนี้ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างชัดเจน ซ้ำร้ายหากผู้ปฏิบัติงานมุ่งสร้างสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงขึ้นในกรุงเทพมหานครจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมทำลายประเทศอย่างร้ายแรงเหมือนเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสมอว่า...บ้านเมืองต้องปกครองโดย “นิติรัฐ” ซึ่งหมายความว่าบ้านเมืองต้องปกครองด้วยหลักกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐบาลก็ต้องยอมตนอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นกัน การปฏิบัติหน้าที่ทางราชการที่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย...ย่อมแสดงออกถึงความไม่เป็นนิติรัฐโดยรัฐบาลเอง

เป็นการกระทำที่เรียกว่า “ลุแก่อำนาจ” รัฐบาลพึงตระหนักว่า...การตีความการบังคับใช้กฎหมายที่มีบทบัญญัติขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ต้องกระทำโดยเคร่งครัด จะตีความอย่างกว้าง โดยไม่สนใจต่อเสรีภาพของประชาชน ย่อมเป็นความไม่ชอบธรรมที่ฝ่ายปกครองไม่พึงกระทำ

สรุปได้ว่า...การที่รัฐบาลจะขอขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามมาตรา 11 ย่อมกระทำไม่ได้เพราะกฎหมายไม่มีบทบัญญัติให้ขยายระยะเวลาในมาตรา 11 ซ้ำยังต้องประกาศยกเลิกโดยเร็วเมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งสถานการณ์ชัดเจนว่าได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 53
ที่มา.บางกอกทูเดย์

กวีประชาไท: เมื่อเรื่องเศร้าของเราต่างกัน

เพียงคำ ประดับความ

เมื่อเรื่องเศร้า...ของเราต่างกัน
น้ำตาของฉันให้ผู้ยากไร้
ชาวไร่ชาวนาจากบ้านมาไกล
ขอประชาธิปไตย...ไม่ใช่ลูกปืน

ถูกกดขี่บีฑา...เดินทางมาร้องทุกข์
ขอคืนความสุขใช่บุกมาฝ่าฝืน
กรุงเทพฯ เมืองฟ้ามาขอแบ่งปันที่ยืน
เมื่อความขมขื่น...ถูกเยียวยาก็จะไป

น้ำตาของเธอ...แด่มหานครที่รัก
แด่ซากปรักตึกโค่นหักใจหาย
เมื่อความทรงจำตกอยู่กลางกองไฟ
อกเธอหมองไหม้...ร้องไห้อยู่ทั้งคืน

โจรถ่อยหยาบช้า...การศึกษาก็ต่ำ
ยกขบวนรุกล้ำมาคุกคามข่มขืน
ละเมิดพรมแดนเธอแสนกล้ำกลืน
จึงขอทวงคืน...พื้นที่ศิวิไลซ์

เมื่อเรื่องเศร้า...ของเราต่างกัน
และความใฝ่ฝันเราต่างกัน (ด้วย) ใช่ไหม
เธอจึงเย็นชามองไม่เห็นความตาย
ปล่อยซากศพเรียงราย...เดียวดายอยู่กลางเมือง

เลือดเราต่างสี...หรือเราต่างกันที่ใด
เป็นคนเท่ากันไหมใต้ฟ้าสีทองเหลือง
แผ่นดินเหลืองทองที่อวดอ้างว่ารองเรือง
หรือความรักอันเปล่าเปลือง...ทำให้เรื่องบานปลาย

เมื่อเรื่องเศร้า...ของเราต่างกัน
เรื่องเศร้าของฉัน...คือนิทานที่หล่นหาย
เรื่องเศร้าของเธอถูกเยียวยาอย่างสาใจ
ความคับแค้นจึงกลาย...เป็นฟืนไฟเผาเมือง!!!
(ความคับแค้นจักกลาย...เป็นสงครามกลางเมือง!!)

ความเชยของอาจารย์ปู่

โดย เกษียร เตชะพีระ

ผลพวงอย่างหนึ่งของวิกฤตการเมืองไทยรอบ 5 ปีที่ผ่านมาคือ นักคิด นักเขียน นักข่าว นักวิจัย นักวิชาการต่างชาติทั่วโลกหันมาใส่ใจติดตามค้นคว้าศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไทยอย่างเข้มข้นถี่ยิบชนิดที่ไม่เคยเป็นมานานนับแต่หลังรัฐประหารของ รสช. เมื่อปี พ.ศ.2534 และการลุกฮือพฤษภาประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2535
เหมือนเมืองไทยถูกจีน แขก ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น นานาชาติช่วยกันจับเปลื้องถนิมพิมพาภรณ์ล่อนจ้อน ยกขึ้นส่องกับแดด พลิกตะแคงกลับตาลปัตรหัวเท้าไปมา พลางหยิบแว่นขยายสอดแยงเพ่งสำรวจตรวจสอบรอบด้านทุกซอกมุมขุมขนรูเหงื่อก็มิปาน

มันย่อมทำให้อีลีตไทยผู้อาจแอบซุกอะไรต่อมิอะไรไว้ตามซอกหลืบลับตาคนนอกจอทีวีหรือบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ได้ใครจะไปรู้ - พากันเสียวไส้พิกล...แหะๆ

ในบรรดาฝรั่งช่างสอดรู้สอดเห็นเหล่านี้ โจชัว เคอร์แลนท์ซิค (Joshua Kurlantzick) ชาวอเมริกันเป็นคนหนึ่งที่น่าสนใจ

หลังจบรัฐศาสตร์จากวิทยาลัย Haverford เขาทำงานเป็นนักเขียนนักข่าวของนิตยสารอเมริกันชื่อดังหลายฉบับ เช่น Time, The New Republic, American Prospect, Mother Jones, Current History เป็นต้น มีผลงานดีเด่นด้านข่าวเอเชียจนได้ทุนศึกษาฝึกอบรมและถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญการเมืองและเศรษฐกิจเอเชียอาคเนย์รวมทั้งความสัมพันธ์ของภูมิภาคนี้กับจีน สังกัดสถาบันศึกษาวิจัยนโยบายชั้นนำของสหรัฐต่างๆ เช่น University of Southern California Center on Public Diplomacy, Pacific Council on International Policy, Carnegie Endowment for International Peace และ Council on Foreign Relations

ในปัจจุบันหนังสือของโจชัวที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ได้แก่ Charm Offensive : How China s Soft Power Is Transforming the World (ค.ศ.2007)

หลังรัฐประหารของ คปค. เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา โจชัวก็หันมาจับจ้องมองการเมืองไทยและเริ่มผลิตข้อเขียนบทวิเคราะห์ทยอยออกมาต่อเนื่องเป็นชุดทางสื่อสิ่งพิมพ์ เกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ, รัฐประหาร คปค., ขบวนการเสื้อเหลือง, ขบวนการเสื้อแดง, สภาพเศรษฐกิจสังคมและสถาบันหลักต่างๆ ของไทย

ปลายเดือนพฤษภาคมศกนี้ เขาตีพิมพ์บทความชื่อ " Democracy in Danger " (ประชาธิปไตยในอันตราย) ลงพิมพ์ในนิตยสารการเมืองรายเดือนเก่าแก่ของอังกฤษชื่อ Prospect Magazine ฉบับที่ 171 ประจำเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010(www.prospectmagazine.co.uk/2010/05/democracy-in-danger/)

ข้อน่าสนใจอยู่ตรงโจชัวเลือกหยิบวิกฤตการเมืองไทยเป็นตัวแบบวิเคราะห์เพื่อชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยหลายประเทศของโลกก็กำลังเผชิญอันตรายทำนองเดียวกัน อันเป็นกระแสที่นักรัฐศาสตร์เรียกโดยรวมว่า " Reversal of democracy "(ประชาธิปไตยพลิกกลับ) นับแต่ราวปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา

ดังสังเกตุได้ว่าผู้นำรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ทยอยกันถูกยึดอำนาจด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญถี่ขึ้นเรื่อยมาเป็นลำดับ เช่น ประธานาธิบดีเอสตราดาของฟิลิปปินส์ (ค.ศ.2001), นายกฯทักษิณของไทยและนายกฯการาเซของฟิจิ (ค.ศ.2006), นายกฯหญิงเบกุม คาลีดา เซีย ของบังกลาเทศ (ค.ศ.2007), ประธานาธิบดีราวาโลมานานาของมาดากัสการ์และประธานาธิบดีเซลายาของฮอนดูรัส (ค.ศ.2009) เป็นต้น

จน Freedom House อันเป็นองค์กร NGO ในอเมริกาที่คอยติดตามสำรวจตรวจสอบออกรายงานรายปีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยของระบอบการเมืองทั่วโลกแจ้งล่าสุดว่าเสรีภาพในโลกตกต่ำติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว (ค.ศ.2006-2009) นับเป็นช่วงโน้มต่ำของเสรีภาพในโลกที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 40 ปีที่ Freedom House ทำรายงานสำรวจข้อมูลเรื่องนี้มา (www.freedomhouse. org/template.cfm?page=505)

นับเป็นปรากฏการณ์กระแสทวนสวน คลื่นประชาธิปไตยระลอกที่ 3 ซึ่ง Samuel P. Huntington นักรัฐศาสตร์อเมริกันผู้ล่วงลับ (ค.ศ.1927-2008) ระบุว่าเกิดขึ้นกว้างขวางทั่วโลกนับแต่ปี ค.ศ.1974 เป็นต้นมา ในหนังสือ The Third Wave : Democratization in the Late Twentieth Century (ค.ศ.1991)

-โจชัว เคอร์แลนท์ซิค วิเคราะห์ว่าที่ประชาธิปไตยตกอยู่ในอันตรายปัจจุบันนี้นั้น มูลเหตุเกิดจาก : -

1) ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม (ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าแนวนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจและแนวนโยบายประชานิยมอันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางการเมืองของหลายรัฐบาล ต่างก็กดดันให้ฝ่ายบริหารมีลักษณะรวบอำนาจรวมศูนย์ยิ่งขึ้นทั้งคู่-ตามข้อวิเคราะห์ของนักเขียนนักกิจกรรมชาวแคนาดา Naomi Klein และศาสตราจารย์สังคมวิทยาชาวอเมริกัน SaskiaSassen)

2) สถาบันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารอ่อนแอ, คอร์รัปชั่นแพร่หลาย (ลองนึกถึงกลุ่มอาการอ่อนเปลี้ยระส่ำระสายของ กกต., วุฒิสภา, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฯลฯ ตอนปลายรัฐบาลทักษิณก็จะเห็นภาพได้)

3) ความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลางกับคนจน-คนชั้นล่าง
จะเห็นได้ว่านี่เป็นการกลับตาลปัตรสูตรสำเร็จประชาธิปไตยแต่เดิมของรัฐศาสตร์สมัยอาจารย์ปู่ Huntington เลยทีเดียว กล่าวคือ : -

-สูตรประชาธิปไตยเดิมสมัย Samuel Huntington (เผอิญสอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดลินิวส์, 12 มิ.ย. 2553 พอดี) :
-เศรษฐกิจเติบโต --> คนชั้นกลางเติบใหญ่เรืองอำนาจ --> ประชาธิปไตย

-ส่วนสูตรประชาธิปไตยในอันตรายของ Joshua Kurlantzick ที่ประมวลสรุปจากกรณีเมืองไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กลับเป็นเช่นนี้คือ :

-ความไม่มั่นใจอันเกิดจากโลกาภิวัตน์ (เช่น เศรษฐกิจพังทลายช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง) นำไปสู่
--> คนชั้นกลางหันไปเป็นอนุรักษนิยม
--> คนชั้นกลางขัดแย้งกับผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง+พันธมิตรชนชั้นล่างของผู้นำนั้น
--> คนชั้นกลางหันไปสนับสนุนวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการโค่นรัฐบาล
--> ประชาธิปไตยพลิกกลับ หรือเกิดระบอบประชาธิปไตยแบบที่ชนชั้นนำครอบงำ

นั่นหมายความว่า หากคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปแตกแยกขัดแย้งกันเรื่องสิทธิประชาธิปไตยแล้ว ระบบการเมืองอาจพังทลายและประชาธิปไตยพลิกกลับได้

อนึ่ง คำว่า " คนชั้นล่างลงไป " ข้างต้นนี้ กล่าวได้ว่าหมายถึงคนกลุ่มเดียวกับที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า "คนชั้นกลางระดับล่าง" , หรือที่ทีมวิจัยของ อ.อภิชาต สถิตนิรามัย แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ระบุในขั้นต้นว่าได้แก่ "ลูกจ้างและเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000 บาท โดยสรุปคือ เสื้อแดงไม่ใช่คนจนแต่จนกว่าเสื้อเหลือง ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของเสื้อเหลืองคือมีงานประจำ มีการศึกษาและฐานะทางสังคมสูงกว่า...รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 31,000 บาท" (www.prachatai3.info/journal/ 2010/06/29973)

หรือถ้าให้ผมเปรียบเทียบ : - ขณะที่สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับบนและกลางได้แก่ 1) ธนาคารพาณิชย์ (แหล่งสินเชื่อเพื่อการลงทุนและการบริโภค), 2) ตลาดหุ้น (แหล่งเสี่ยงแล้วอาจรวยจากการเก็งกำไร) และ 3) ช็อปปิ้ง มอลล์ (แหล่งบริโภคนิยม) - ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าโจมตีเผาทำลายระหว่างการชุมนุมของ นปช.ครั้งที่ผ่านมา ทำให้คนชั้นกลางในกรุงโกรธจนควันออกหูนั้น

สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับล่างจะได้แก่ 1) นายทุนเงินกู้นอกระบบ, 2) สลากกินแบ่ง-หวยใต้ดิน และ 3) ตลาดสดแบกะดินกลางแจ้งทั้งหลาย เช่น คลองถม ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกันแต่มักอยู่ชายขอบหรือนอกระบบ ถูกทางราชการกำกับควบคุมตามกฎหมายน้อยกว่า ทำให้มาตรฐานต่ำกว่าและในบางแง่ราคา/ดอกเบี้ยแพงกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้มีทุนน้อย/รายได้ต่ำกว่านั่นเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลให้คนชั้นกลางระดับล่างนิยมชมชอบโครงการของรัฐบาลทักษิณอย่างสินเชื่อเอสเอ็มอี, แปลงสินทรัพย์เป็นทุน, กองทุนหมู่บ้านละล้าน, หวยบนดิน, หวยออนไลน์, 30 บาทรักษาทุกโรค, บ้านเอื้ออาทร, แท็กซี่เอื้ออาทร, คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร

และมาตรการประชา (บริโภค) นิยมอื่นๆ ที่ภาครัฐช่วยให้พวกเขาลดรายจ่าย, เพิ่มรายได้ และเอื้อมมือถึงสินค้าบริโภคคงทนทั้งหลายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

กล่าวให้ถึงที่สุด เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ที่ผันผวนไร้เสถียรภาพเป็นรากเหง้าที่มาของสภาพประชาธิปไตยในอันตรายเพราะมันทำให้คนชั้นกลางกลายเป็นอนุรักษนิยมเลิกคิดปฏิรูป เบื่อการเมือง เน้นทำมาหาเงินเอาตัวรอด (โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน พ.ศ.2540 เมื่อเทียบกับกระแสการเมืองของคนชั้นกลางสมัยหลัง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 หรือหลังพฤษภาประชาธิปไตย พ.ศ.2535 ใหม่ๆ)

แบบแผนของประชาธิปไตยพลิกกลับก็คือ : คนชั้นกลางหันไปร่วมมือกับชนชั้นนำเก่าประท้วงต่อต้านผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง, ใช้วิธีการไม่ประชาธิปไตยขับโค่นรัฐบาล, สร้างระบอบประชาธิปไตยที่เน้นชนชั้นนำยิ่งขึ้น, เพื่อให้ตัวเองได้กุมอำนาจส่วนใหญ่ไว้ต่อไป

นำไปสู่การที่คนชั้นล่างรวมตัวประท้วงโต้กลับคนชั้นกลางบ้าง (เช่น ม็อบคาราวานคนจนที่จตุจักร-นปก.-นปช. vs. พธม.) เกิดความแตกแยกถาวรทางชนชั้น, พันธมิตรคนชั้นกลาง-คนชั้นล่างที่เป็นฐานค้ำจุนประชาธิปไตยแต่เดิมเสื่อมสลาย, ระบอบประชาธิปไตยจึงพังทลายลงในที่สุดด้วยรัฐประหารของกองทัพ เหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยให้คนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปหันมาขัดแย้งกันยืดเยื้อเรื้อรัง

แบบแผนทำนองนี้ [ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม-->รัฐประหารในนามเสรีนิยมที่คนชั้นกลางสนับสนุนเพื่อล้มประชาธิปไตย] ซึ่งอาจมีวิถีทางผลลัพธ์พลิกแพลงหลากหลายแตกต่างกันไปบ้าง อาจพบเห็นได้ไม่เพียงในเมืองไทย หากรวมทั้งฟิลิปปินส์, เวเนซุเอลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว, รัสเซีย เป็นต้น

ดังนั้น ข้อสรุปสูตรสำเร็จของรัฐศาสตร์ยุคคลื่นประชาธิปไตยระลอก 3 ที่ว่าสร้างคนชั้นกลางแล้ว ระบอบเสรีประชาธิปไตยจะแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น จึงถูกโจชัวตั้งข้อสงสัยว่ามันยังจะจริงอยู่ต่อไปอีกหรือไม่? ดังที่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนอเมริกันรายหนึ่งบ่นให้เขาฟังว่า : -

"คุณมีพวกคนไทยหัวเสรีนิยมทั้งหลายที่ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่อย่างพม่า แต่กลับสนับสนุนรัฐประหารในเมืองไทยปี ค.ศ.2006 พวกเขาจะทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ยังไง? "

สำหรับหนทางในการกอบกู้ประชาธิปไตยให้พ้นจากอันตรายของความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลาง vs. คนชั้นล่างลงไปนั้น โจชัวเสนอแนะในเบื้องต้นว่า :

-ต้องหาทางฟื้นฟูปลูกสร้างพันธมิตรระหว่างคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปขึ้นมาใหม่บนฐานการยอมรับอำนาจการเมืองของฝ่ายหลังตามหลักประชาธิปไตย (กล่าวคือ เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข, หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง, เสียงข้างมากได้ปกครอง)

-ในขณะเดียวกันก็ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนเพื่อปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อย, ให้เสียงข้างน้อยมีตัวแทนในการใช้อำนาจด้วย, เพื่อป้องกันระบอบทรราชย์ของเสียงข้างมากที่ผู้มีอำนาจนึกจะล่วงละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยในนามเสียงข้างมากอย่างไรก็ทำได้

-ส่งเสริมรัฐบาลผสมของตัวแทนคนชั้นล่างลงไปกับคนชั้นกลาง

-สร้างเสริมระบอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม (ตามหลักเสรีนิยม - รัฐบาลมีอำนาจจำกัดหรือที่เรียกว่า limited government อำนาจของรัฐบาลถูกจำกัดด้วยสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของพลเมือง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลนึกจะอ้างอำนาจพิเศษมาต้มยำทำแกงพลเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสีใดสีหนึ่งก็ได้ตามใจชอบ - โดยมีศาลตุลาการอิสระเป็นกรรมการคอยคุมเส้นจำกัดอำนาจรัฐ/ขอบเขตสิทธิพลเมืองนั้นๆ)
ที่มา. มติชนออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

"ไอซีที"งงกรมปกครองเด้ง"สมาร์ทการ์ด"คืนสงสัยทะเลาะกันเอง เล็งเลิก17ล้านใบ"จุติ"ลั่นไม่ผิดยุเอกชนฟ้อง

รายงานข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แจ้งว่า กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มิถุนายน 2553 ถึงปลัดไอซีที เรื่องการส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (สมาร์ทการ์ด) ระบุว่า ตามที่ไอซีทีได้ฝากบัตรสมาร์ทการ์ด 600,000 บัตร ให้ ปค.รับฝากและเก็บรักษาไว้ที่สำนักบริหารการทะเบียนในระหว่างรอความเห็นชอบ ปค.ได้ตรวจสอบและพิจารณาแล้วมีความเห็นดังนี้ 1.รูปแบบบัตรนั้นมีเส้นสีแดง (MICROTEXT) พาดผ่านตำแหน่งพิมพ์รูปภาพด้านหน้าบัตร ซึ่งไม่เป็นไปตามลักษณะแบบบัตรที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ตามท้ายกฎกระทรวงหลายฉบับที่กำหนดให้บัตรมีสีขาวลายพื้นสีฟ้า 2.สัญลักษณ์ด้านหลังบัตรซึ่งเป็นจุดตรวจสอบบัตร ภาพแรกที่ปรากฏบน HOLOGRAM ไม่ใช่รูปแผนที่ประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามลักษณะบัตรตามท้ายกฎกระทรวง จึงขอให้ไอซีทีส่งเจ้าหน้าที่มารับมอบบัตรที่ฝากไว้ไปแก้ไขปรับปรุงรูปแบบลักษณะบัตรให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง และให้เร่งส่งมอบ ปค.ต่อไป เพราะขณะนี้ไม่มีบัตรออกให้กับประชาชน

แหล่งข่าวจากไอซีทีกล่าวว่า เส้นสีแดงและสัญลักษณ์ด้านหลังบัตรเป็นเรื่องความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงบัตรที่เพิ่มเติมขึ้นจากรูปแบบบัตรสมาร์ทการ์ดเดิม โดยรูปแบบดังกล่าวนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดี ปค. เมื่อครั้งนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รักษาราชการแทนอธิบดี ปค. ได้ทำหนังสือถึงไอซีที ลงวันที่ 25 เมษายน 2553 ระบุว่า ปค.ทดสอบบัตรเสร็จสิ้นแล้ว ผลการทดลองบัตรตัวอย่าง 25,000 บัตร สามารถทำงานร่วมกับระบบของ ปค.ได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการตรวจรับบัตรสมาร์ทการ์ดไอซีทีจะต้องไปตรวจรับบัตรงวดที่ 2 อีกจำนวน 4 ล้านบัตร แต่ยังติดปัญหาว่าขณะนี้ยังไม่สามารถจัดหาสถานที่จัดเก็บได้ และยังไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาต่อไปอย่างไร เมื่อ ปค.ไม่ยอมรับรูปแบบบัตรดังกล่าว คณะกรรมการคงหารือ และมีแนวโน้มอาจพิจารณายกเลิกการผลิตบัตรสมาร์ทการ์ดจำนวนที่เหลืออีก 17 ล้านบัตรด้วย ขณะเดียวกันยังมีจำนวนสมาร์ทการ์ดอยู่ในกระบวนการผลิตอีก 4 ล้านบัตรด้วย

"การบอกเลิกการผลิต เอกชนต้องฟ้องไอซีทีแน่ ตอนนี้โครงการนี้อยู่ในภาวะลูกผีลูกคน เรามืดแปดด้านทั้งที่เอกสารที่เรามีอยู่ทั้งหมดถูกต้องทุกอย่าง เรามองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะกันเองของผู้บริหารในมหาดไทย แต่เขาไม่ยอมรับว่ามีปัญหาภายในกันเอง" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวถึงความเป็นมาก่อนเกิดปัญหา ปค.ปฏิเสธไม่รับบัตรว่า ช่วงก่อนหน้านั้น ทราบว่าบัตรสมาร์ทการ์ดเดิมจะหมดลงในเดือนมิถุนายน 2553 จึงได้ประสานไปยังบริษัท วี-สมาร์ท จำกัด เอกชนผู้รับจ้างเร่งการผลิตบัตรงวดที่ 2 จำนวน 5 ล้านบัตร ให้ก่อนจำนวน 1 ล้านบัตร เพื่อให้ทันกับการใช้งาน โดยเริ่มทยอยส่งมอบให้ ปค.ได้ล็อตแรก 300,000 บัตร เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ล็อตสอง 300,000 บัตรในวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 รวมเป็น 600,000 บัตรแรกที่ ปค.รับมอบไป ต่อมาการส่งมอบสมาร์ทการ์ดอีกจำนวน 400,000 บัตร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2553 ปค.แจ้งมาว่าจะไม่รับฝากบัตรจำนวนดังกล่าว และจะขอคืนสมาร์ทการ์ดทั้ง 2 งวดก่อนหน้านี้กลับไป ไอซีทีจึงได้แก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยขอความร่วมมือไปยังบริษัท วี-สมาร์ท เพื่อฝากบัตรจำนวน 400,000 บัตรหลังไว้ก่อน

ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการไอซีที กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เรียกคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจ้างเหมาจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดมาชี้แจง ยืนยันว่าไอซีทีไม่ผิด แต่ไม่สามารถไปบังคับให้กระทรวงมหาดไทยรับบัตรได้ รวมถึงไม่สามารถทำอะไรกับบัตรที่เอกชนผลิตออกมาแล้ว ดังนั้นถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ความเสี่ยงที่ไอซีทีจะรับผิดชอบความเสียหายนั้นถือว่าน้อย เพราะไอซีทีไม่ผิด

"เอกชนฟ้องก็ดี จะได้รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่เรายืนยันว่าเราไม่ผิด ทุกอย่างจึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ"นายจุติกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการขาดแคลนบัตรสมาร์ทการ์ดช่วงที่ผ่านมา กรมการปกครองไม่สามารถออกบัตรสมาร์ทการ์ดให้กับประชาชนที่ยื่นขอทำบัตรประชาชนใหม่ได้ จึงได้ออกบัตรเหลือง หรือบัตร บ.ป.2 ให้ผู้ที่มาขอทำบัตรประชาชนนำไปใช้แทนชั่วคราว

วันเดียวกัน นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการปกครองได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบกรณีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งกรรมการสอบตนเองกรณีบัตรสมาร์ทการ์ดอย่างไม่เป็นธรรม
ที่มา.มติชนออนไลน์

“สั่งปิดเว็บมั่ว

อันตรายที่สุดของมนุษย์ คือการคาดหวัง

เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ “สั่งปิดเว็บไซต์” สูงที่สุดในโลก!! จนคนทนไม่ไหว "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" ทำจดหมายถึงรัฐบาล เรียกร้องให้ เปิดรายชื่อเว็บที่ถูกปิดตามคำสั่ง ศอฉ. พร้อมชี้แจงเหตุผล....๐

เห็นใจ "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" กับปรากฏการณ์ “สั่งปิดเว็บมั่ว” แต่ขอทายไว้ล่วงหน้า จะไม่มี “คำตอบใดๆ” ในเรื่องนี้จาก รัฐบาลมาร์ค และ ศอฉ. ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ โปรดทำใจไว้แต่เนิ่นๆ....๐

คนอย่าง คณิต ณ นคร ย่อมคิดเป็น? และอาจ “คิดลึก” กว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานสอบฯ การตรงดิ่งไปหารือกับ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกลาโหม ถึงกระทรวง คือ “คำถาม” ที่ต้องรอคำตอบ “ท่านไปของท่านทำไม?......๐

พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ เตรียมทหารรุ่น 8 รุ่นพี่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ตท.10) 2 รุ่น, ที่ผ่านมา...มีหลายครั้งที่ ปลัดกระทรวงกลาโหมคนนี้ พูดจาตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก ถูกใจชาวบ้านระดับรากหญ้า แต่อาจขัดหู “ใครบางคน”??.....๐

คนเสื้อแดง กับ คนในพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่แย้ ที่จะมุดลงรู หรือมุดดิน!! คนที่เชื่ออย่างนี้ และคิดอย่างนั้น คือ ทนายประจำตัว ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชื่อ นพดล ปัทมะ ที่กำลังรับบทหนักในเวลานี้....๐

ขอสะกิด “นายกรัฐมนตรีมาร์ค” ไหนๆ ก็คิดการใหญ่ถึงขนาด ปฏิรูปประเทศ และเละละเปะปะไปถึงการ “ปฏิรูปสื่อ” ก็โปรดหาเวลาตั้งคณะกรรมการ “ปฏิรูปรัฐบาล” เสียด้วย คงจะทำให้คนไทยหายใจสะดวกขึ้น??....๐

“สื่อ” ที่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรจะรีบ “ปฏิรูป” โดยเร็วที่สุด คือ ทีวีช่องหอยเน่า ของ “กรมกร๊วก” ที่กำลัง “เน่าสนิท” จาก “บางรายการ” ที่คนรุมด่าทั้งเมือง องอาจ คล้ามไพบูลย์ อย่าได้คิดเกรงใจ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ให้มากกว่า “สร้างความถูกต้องให้กับสังคม” เลยนะ!!.....๐

ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...ข้าราชการใหญ่ที่จะ เกษียณอายุราชการ กลับบ้านเลี้ยงหลาน ในระดับ 11 มี 10 คน หนึ่งจำนวนนั้นชื่อ สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่จะมาแทน ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ ที่เคยมีคนส่งชื่อเข้าประกวดปีที่แล้ว แต่ “สถิตย์” แซงทางโค้งเข้าป้ายเสียก่อน.....๐

ปัญหามีว่า กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลังผู้เป็น “บั๊ดดี้” นายกรัฐมนตรีจะเอาด้วยหรือไม่? เพราะ อำพน กิตติอำพน มาอีกสาย!! ถ้าพลาด?? ก็ยังมีก๊อกสอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะผลักดันให้ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แทน สุรชัย ภู่ประเสริฐ.....๐

ดีแล้ว?? จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีไอซีที อย่ามัว “ฝันกลางวัน” ที่จะคิดส่ง “ดาวเทียมรัฐบาล” ขึ้นฟ้าเอง มาปลุก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ตื่นจากหลับ ดันบรอดแบนด์ราคาถูก เข็นไว-แมกซ์ให้ประชาชน ได้ใช้แค่ 99 บาท ต่อเดือน จะดูดีกว่า เท่กว่า และ “สมราคา” ในการมานั่งกระทรวงนี้ และอย่าลืมเคลียร์เรื่อง “สัมปทาน 3 จี” ว่ามันมีอะไรซับซ้อนซะอีกเรื่อง?
คอลัมน์.บางกอกกอสซิบกุหลาบพิษ
ที่มา.บางกอกทูเดย์

‘ความจริง’ ต้องไม่ตาย

‘ความจริง’ ต้องไม่ตาย
สังหารหมู่ประชาชน ที่มาชุมนุม สงบ สันติ อหิงสา..แต่ทว่า “ถูกเข่นฆ่า” ใครก็รับไม่ได้ สัปดาห์ที่จะถึง อาทิตย์หน้าที่จะมา “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ “จีเจ อเล็กซานเดอน์ คนูปส์” ทนายคนดัง ทำคดีสังหารหมู่ชาวบ้าน ทั้งที่ ยูโกสลาเวีย รวันดา และเซอร์ราลิโอซ ฟ้องศาลอาชญากรโลก..ที่ฆ่า “เสื้อแดง” ตายเป็นเบือ มีการ “ใช้อำนาจลับ”...กำชับ อย่าให้ “ทนายทักษิณ” เข้าประเทศไทย อย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อไม่ให้มีการ “ค้นหาความจริง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ในระบบประชาธิปไตย.... “ข้อมูลข่าวสารทุกด้าน” ต้องเปิดให้สาธารณชนได้ทราบ ไม่มีการปิดบัง!!! ใครสั่ง “ตม.” ไม่ให้เขาเข้าประเทศ...ถือเป็น “เผด็จการ” เบ็ดเสร็จ?..ที่น่าทุเรศ เสียจัง??
---------------------------------

‘เล่าปี่’ ยังสู้ไม่ได้!!
เพราะที่ว่าแน่ๆ “พนมมือไหวทั้งสิบทิศ” ยังชิดซ้าย?? กับการพลิกตำราพิชัยยุทธ ของ “ท่านพี่เนวิน ชิดชอบ” ปรมาจารย์ตั๊กม๊อแห่งพรรคภูมิใจไทย...ก่อนจะมาเป็น “เจ้าก๊ก” ใหญ่อยู่ในประเทศไทย ต้องเจียมตัว เจียมบอดี้ มาไม่ใช่น้อย การก้มกราบคราวนั้นจะเห็นว่าทำหลายครั้ง ด้วยเส้นทางการคารวะคน อย่างพินอบพิเทาสุดใจขาดดิ้น..ไม่ว่าจะเป็น คนสนิททักษิณ อย่าง “ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์” หรือ “คุณพี่โป๋” ธีรพล นพรัมภา อดีตเลขาฯ “นายกฯ สมัคร สุนทรเวช” จึงทำให้ดวงท่านวิ่งกระฉูด ยิ่งใหญ่อย่างโลดเต้น!! ต้องบอกว่า ที่ยิ่งใหญ่มาได้ทุกวันนี้...เพราะกลยุทธคารวะทุกที่...จึงได้ดิบได้ดีอย่างที่เห็น??
----------------------------------

‘เดินหน้า’ อย่าได้หยุด
“ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องดับเครื่องชน กับนักการเมืองท้องถิ่น ที่คัดค้านโครงการนี้อย่าง สุดสุด เพราะการก่อสร้าง อุโมงค์ลอดถนนจรัลสนิทวงศ์ กับ พรานนก เป็นสิ่งที่ ชาวบ้าน ประชาชน ต้องการยิ่งนักจุดเชื่อมต่อย่านนี้...รถติดบรรลัยวอดวายสิ้นดี อย่างหนัก ที่มีเสียง “จิ้งจกทัก” ว่าชาวบ้านร้านตลาดไม่ต้องการ..แท้ที่จริงแล้ว มีนักการเมืองท้องถิ่น “สก.” ไปตีขนาดหางบริษัทรับเหมาก่อสร้างเขาถึง “๑๔ ล้านบาท”..พอไม่ได้ผลประโยชน์สมใจนึกบางลำภู ก็อาศัยคราบนักการเมืองท้องถิ่น โวยจนโครงการถูกระงับ!! ไถเงินเขาตั้ง ๑๔ ล้านบาท...พอไม่ได้ ก็ลุแก่อำนาจ?..ช่างบาตรใหญ่ เสียจริงๆ นะครับ????
----------------------------------

‘ทองแท้’ ย่อมไม่กลัวไฟ
ทำดี มีคุณภาพ เสียอย่าง “อดีตรัฐมนตรีพินิจ จารุสมบัติ” ได้รับเกียรติ อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยผลงาน เข้าต่อสายตาของชาวโลก จึงมีเสียงสนับสนุน พรึ่บพรั่บเป็นเอกฉันท์ ให้เป็น “ประธานคณะกรรมการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอนุภูมิลุ่มแม่น้ำโขง ๖ ชาติ” คือ จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ไทย..ซึ่งทำให้การผลักดันโครงการต่างๆ ไปได้สวย โดยได้ตำแหน่งนี้ จาก “เม็ดงาน”....ไม่อาศัย “คราบการเป็นรัฐบาล” เสียด้วย เพราะ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” โดย “กลุ่มพญานาค” ของ “อดีตรัฐมนตรีพินิจ” ถูก “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตัดทางเติบโตด้านการเมือง...เพราะ “ขัดขวาง” และ “กีดกัน” ไม่ให้ใครบางคน มีความชอบธรรม เข้ามาบริหารชาติ ด้วย “สันดานโกง”!! ด้วยความดีที่ทำ...กลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง จึงให้เป็นผู้นำ...เพราะชอบในวีรกรรม แห่งความเที่ยงตรง??
----------------------------------

ไม่มีอะไรในก่อไผ่!!!
“รถเมล์เอ็นจีวี” จากประเทศจีน ล็อตมหาอภิอมตะนิรันดร์กาล ๔,๐๐๐ คัน..เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ในเมืองไทย กล่าวได้เลยว่า, เป็นการหาผลประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ จน “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ผู้เป็นกองเชียร์ให้กับ “รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช” และ “รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์” ในวันนั้น รับไม่ได้เลย เพราะมีการเรียกค่าต๋งคันละ ๒ ล้าน...งาบกันปากมันส์ ตามสันดานเช่นเคย มาบัดนี้, แว่วมาอีกว่า “ค่าปากถุง” กับโครงการรถเมล์เอ็นจีวี ผงาดขึ้นไปเป็นคันละ ๕ ล้านบาท เสร็จสรรพ!! โครงการนี้สำเร็จแล้วล่ะก้อ...มีคนรวยสะบัดช่อ?...รอเป็นมหาเศรษฐีโลก กันเลยล่ะครับ??
----------------------------------
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์